เสื้อสไตล์แม่ ความงามที่จับต้องได้

“แม่สงสารลูกที่ออกจากงาน ไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจากจะมาทำผ้า แต่จะเริ่มยังไงยังมองไม่ออก ไม่มีใครทำครามเป็น มีแต่ป้าทำคนเดียว แม่ก็ไม่คิดอยากทำนะ แต่พอลูกมาทำแม่ก็อยากช่วย”

หากใครที่ติดตามภูครามมานานจะเห็นว่ามีเสื้อแบบหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่เหมือนใคร นอกจากลายปักดอกไม้ด้วยฝ้ายย้อมสีธรรมชาติแล้ว ยังมีเศษผ้าฝ้ายประดับอยู่บนตัวเสื้อด้วย นั่นคือฝีมือของแม่บิดา คุณแม่ของคุณมะเหมี่ยว ปิลันธน์ ไทยสรวง ผู้ก่อตั้งแบรนด์ภูคราม

เริ่มเพราะรัก (ลูก)

“ตอนแรกปักทำพวงกุญแจก่อน เพราะอยากช่วยลูก โดยที่ตัวเองไม่เคยปัก ไม่เคยคิดอยากทำด้วย แม่ก็ไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องการปัก เพราะว่าแม่ทำสีย้อมฝ้ายให้ลูกก่อน เพราะไม่มีใครทำตอนนั้น” แม่บิเริ่มเล่าที่มาก่อนจะเริ่มปักเสื้อ

ก่อนที่จะเริ่มเป็นภูครามคุณเหมี่ยวลาออกจากงานที่กรุงเทพฯ เพราะอยากกลับมาอยู่บ้าน 

“แม่สงสารลูกที่ออกจากงาน ไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจากจะมาทำผ้า แต่จะเริ่มยังไงยังมองไม่ออก ไม่มีใครทำครามเป็น มีแต่ป้าทำคนเดียว แม่ก็ไม่คิดอยากทำนะ แต่พอลูกมาทำแม่ก็อยากช่วย นอกจากครามแม่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเปลือกไม้ใบไม้อื่นให้สี ก็มาทำความรู้จักกับใบไม้ก่อน เอาที่สวนบ้าง ที่นาบ้าง ลองผิดลองถูกเอง

ตอนนั้นแม่คิดว่าถ้าไม่มีใครช่วยลูกแม่จะลงมือเอง เย็บผ้าแม่ก็เย็บเป็น ทอผ้าแม่ก็ทอเป็น เย็บที่นอนแม่ก็เย็บเป็น ที่นอนที่นอนกันอยู่นั่นแม่ก็เย็บนะ ผ้าห่มแม่ก็ทำเป็น ทำเป็นตั้งแต่เป็นสาว ยายเพลินสอน แต่ตั้งแต่แต่งงานแม่ก็ไม่เคยแตะ เพราะต้องไปทำงานอย่างอื่น”

แม่บิเล่าถึงก้าวแรกของภูครามตอนที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง และเริ่มเรียนรู้ร่วมกันกับคนในครอบครัว ป้าทำซึ่งเป็นพี่สาวของแม่บิ ทอผ้า ย้อมฝ้ายอยู่แล้วจึงเป็นที่ปรึกษาให้แม่ได้ แต่ที่เหลือแม่ก็ได้ทดลองเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นส่วนมาก 

“ตอนมะเหมี่ยวเริ่มเอาของไปขาย ก็มีเพื่อนบอกให้ลองทำของชิ้นเล็กๆ มาขายด้วย แม่เห็นลูกเอาฝ้ายมาขูดๆ ทำพู่ห้อยพวงกุญแจ แม่ก็สงสาร แม่ก็ยิ่งอยากรู้ว่าลูกทำอะไร แม่บอกมะเหมี่ยวว่าให้แม่ลองทำหน่อย ลูกก็ไม่อยากให้ทำหรอก แต่แม่ก็ขอทำ ใจแม่ก็คิดอยากช่วยเขานั่นแหละ มันจะได้มีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด”

แล้วแม่ก็หยิบพวงกุญแจชิ้นแรกๆ ที่ลองหัดทำออกมาให้ดู ที่เดี๋ยวนี้มีคนทำขายเต็มไปหมด

“อันนี้มะเหมี่ยวเอาไปสอนเขา หลังๆ เลยไม่ได้ขายแล้ว เพราะมะเหมี่ยวบอกว่ามีคนเอาไปทำขายเยอะแล้ว แม่เลยคิดว่าสงสัยมันจะสวยนะ เขาเลยทำตาม ก็ดีใจอยู่นะ ไม่เสียใจนะที่เขาเอาไป แม่ไม่โกรธ แม่ดีใจ แสดงว่าแม่เก่ง แม่กลัวเขาไม่มองมากกว่า”

จากก้าวแรกสู่งานอันเป็นเอกลักษณ์

เมื่อไม่ได้ทำพวงกุญแจขายแล้ว งานภูครามเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีเสื้อผ้าที่เป็นลายปักอันเป็นเอกลักษณ์จากช่างหลายคน ทำให้แม่เกิดความคิดที่อยากปักเสื้อบ้าง

“เขาปักสวย แม่ก็อยากทำดูว่าจะขายได้ไหม จะสวยไหม แม่ก็ทำออกมาให้มะเหมี่ยวดู แม่คิดว่าถ้าขายไม่ได้ก็ให้เก็บของแม่ไว้ดู ไม่ขายก็ไม่เป็นไร ที่แม่กล้าทำเพราะมันเป็นของลูก ทำให้ลูก แม่เคยปักผ้าคลุมไหล่ มะเหมี่ยวไม่ขายให้เก็บไว้ แม่ก็ทำได้ผืนเดียว มะเหมี่ยวไม่ให้ขายเพราะเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่านี่เป็นฝีมือแม่ผืนแรก เสื้อนี่แม่ทำมาหลายผืนนะ แต่ไม่ได้ปักเยอะ ก็ขายได้ทุกผืนนะ”

แม่บิปักเสื้อได้ปีละ 1 – 2 ตัวเท่านั้น เนื่องจากมีรายละเอียดเยอะ และแม่ต้องแบ่งเวลาไปทำงานอื่นด้วย

“มันเป็นงานทำออกจากใจไม่ได้มีใครสอน คิดเอาเอง คิดว่ามันจะเป็นไปได้ ตัวแม่เองก็ชอบ เพราะตอนเป็นสาวแม่ไม่ใช่คนหวาน แม่เป็นคนลุยๆ ไม่มีใครทำหรอกแบบแม่น่ะ ถ้าคนมองว่าสวยก็สวยนะ ถ้าคนมองว่าไม่สวยก็ไม่สวย”

“กลางคืนแม่ก็ปักจนกระทั่งแม่อยากนอนถึงเลิก ตื่นเช้ามาตี 4 แม่ลุกแล้วแม่ก็ปัก อาบน้ำกินข้าวแล้วแม่ก็ลงมาปัก อย่างที่เห็นนั่นแหละลูก ปักเสร็จแล้วก็ไปนา ไปนามาก็มาปัก มะเหมี่ยวก็ไม่อยากให้แม่ทำหรอก คงจะไม่อยากให้แม่ทำงานน่ะแหละ เพราะว่าแม่ต้องไปนาด้วย แต่แม่ขอทำนะ อย่างน้อยเวลาว่างจะได้มีอะไรทำ เวลาแม่ไปไหนแม่ก็เอาไปปักด้วย

พ่อเห็นแม่ปักเสื้อก็ถามว่าจะขายได้หรือ แม่บอกไม่รู้ แต่ของแม่จะทำให้ไม่เหมือนคนอื่น เพราะคนอื่นเขาทำสวยกันหมดแล้ว แม่จะทำให้เป็นตัวตลก ตัวโจ๊ก เหมือนหมอลำมีพระเอก นางเอก แล้วต้องมีตัวตลกมันถึงสนุก แม่คิดแค่อยากให้ลูกเอาไปโชว์ ไม่คิดว่าจะขายได้ แม่แค่อยากฉีกแนวออกไป”

นอกจากลายปักดอกไม้บนเสื้อแล้วแม่บิยังนำเศษผ้ามาประดับบนตัวเสื้อทำให้เราอยากรู้ที่มาของแนวคิดนี้

“แม่ชอบ และเห็นเศษผ้าที่มันสวย แม่อยากให้คนรู้จักผ้าเราด้วย เสื้อนี้ใส่ได้ทั้งสองด้าน ซื้อเสื้อตัวเดียวเหมือนได้สองตัว เวลาทำแม่จะเอาขึ้นใส่ที่หุ่นให้เห็นภาพรวมเหมือนคนใส่จริง อันไหนไม่สวยแม่จะตัดออก แม่เน้นที่ความแข็งแรงด้วย ไม่สวยก็ขอให้มันแข็งแรง”

ความเชื่อและมุ่งมั่นนำพาสู่ความภูมิใจ

เมื่อเราถามว่าแม่ยังจำความรู้สึกที่เสื้อตัวแรกของแม่ขายออกได้ไหม โดยไม่ต้องคิดนาน แม่ก็ตอบเป็นประโยคเหมือนที่พูดในวันนั้นทันที

“ ‘โอ้ย…จริงหรือลูก ได้ขายอยู่เหรอ โอ้ย ดีใจ ใครหนอซื้อ’ แม่ว่า ตัวแรกที่ขายขายในงานเปิดบ้านภูคราม แม่ไม่เห็นคนที่ซื้อนะ เพราะแม่ไม่ได้ไปขาย แม่หลบไม่ให้เขาเห็นตัว แม่อาย เสื้อไม่น่ามีคนซื้อน่ะนะ แม่ไม่คิดว่าจะขายได้ แต่มันขายได้

หลายตัวที่เขาเอาไปขาย แต่ไม่รู้ว่าเขาเอาไปขายที่ไหนบ้าง มะเหมี่ยวบอกว่าก็ขายได้อยู่นะแม่ แม่ก็ดีใจ พอมีคนสนใจขายได้แม่ก็ยิ่งอยากทำ ยิ่งไม่เหนื่อย อยากช่วยลูก 

มันเป็นงานทำออกจากใจไม่ได้มีใครสอน คิดเอาเอง คิดว่ามันจะเป็นไปได้ ตัวแม่เองก็ชอบ เพราะตอนเป็นสาวแม่ไม่ใช่คนหวาน แม่เป็นคนลุยๆ ไม่มีใครทำหรอกแบบแม่น่ะ ถ้าคนมองว่าสวยก็สวยนะ ถ้าคนมองว่าไม่สวยก็ไม่สวย”

เสื้อที่แม่ทำขายได้ทุกตัวเพราะความแตกต่าง และทำออกมาได้ปีละ 1-2 ชิ้นเท่านั้น ทำให้มีคนที่ชื่นชอบเสื้อสไตล์แม่ เฝ้ารอเป็นเจ้าของอย่างใจจดจ่อ เมื่อเสื้อถูกนำออกจำหน่ายจึงมักเป็นตัวแรกๆ ที่ขายได้ก่อนเสมอ 

ฉันสำรวจอุปกรณ์ปักผ้าของแม่ที่มีไม่ต่างจากช่างคนอื่นๆ ยกเว้นกองฝ้ายหลากสีที่ขยุ้มปะปนกันกองใหญ่ไร้ระเบียบ ต่างจากเส้นฝ้ายที่เรียงตัวสวยหยิบใช้ง่ายในกองอุปกรณ์ของช่างหลายๆ คน ดูเหมือนจะเป็นเศษฝ้ายที่เหลือใช้

“ฝ้ายเส้นเล็กๆ นี้ แม่ก็ไม่ทิ้ง แม่เสียดาย เพราะมันทำยาก แม่จะเก็บทุกชิ้น”

ก่อนจบการสนทนาแม่บิทิ้งท้ายไว้ว่า

“แม่เริ่มแรกจากศูนย์ ถ้าลูกจะทำอะไรต้องมุ่งมั่น”

นอกจากความมุ่งมั่นที่แม่บอกแล้ว ฉันยังเห็นความกล้าคิดกล้าลองของแม่ ที่ไม่เดินตามใคร แต่ทำตามใจตัวเอง เป็นตัวอย่างของคนที่แม้ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางออกแบบใดๆ แต่การทำออกมาจากใจก็มีคุณค่าได้ไม่แพ้กัน

เขียนโดย Hoong Nuttanunt