ช่างปักแรกเริ่มงานภูคราม

ยุคเริ่มต้นของภูคราม

ย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นของภูคราม เราทดลองทำผ้าในหลากหลายรูปแบบ และทำงานกับชาวบ้านหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็น ช่างทอ ช่างย้อม จนมาถึงช่างปัก ที่ปักลวดลาย เล่าเรื่องราวของภูพานบ้านเรา จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ในงานของภูครามจนถึงทุกวันนี้

เล่าเรื่องราวของภูพานบ้านเรา จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ในงานของภูครามจนถึงทุกวันนี้

วันนี้เราอยากชวนมาฟังเรื่องราวของครอบครัวช่างปักยุคบุกเบิก นั่นคือกลุ่มของ ‘พี่ตั้ว พี่ซอย ป้านาง ป้าเต้ย ’ จุดเริ่มต้นของภูคราม ที่ร่วมเดินทางและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวภูครามของเรา

ครอบครัวช่างปักยุคบุกเบิก

บรรยากาศใต้ถุนบ้านไม้สองชั้นแบบอีสาน ‘พี่ตั้ว พี่ซอย ป้านาง ป้าเต้ย’ กำลังนั่งปักผ้าคุยกันกระหนุงกระหนิง แต่ละคนนั่งกระจายไปตามมุมประจำ คนนึงนั่งบนแคร่ คนนึงพิงเสา คนนึงนั่งบนบันไดบ้านห้อยขาอย่างสบายใจ เราจึงถือโอกาสนี้เข้าไปชวนพวกเขาคุยถึงเบื้องหลังความเป็นชาวภูครามอย่างสบายใจเช่นกัน

พี่ตั้วเริ่มเล่าให้ฟังว่าทำงานกับภูคราม เข้าปีที่ 8 แล้ว ยุคเริ่มต้นมีกันอยู่ 5 คน คือ พี่ตั้ว พี่ซอย ป้านาง ป้าเต้ย และดา แต่ดาย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ซึ่งก็ยังทำงานกับภูครามอยู่ ดาเป็นคนแรกที่มาชวนให้ไปทำงานกับภูครามและสอนปักงาน จำได้ว่าแรกๆ ปักดอกหญ้าง่ายๆ เราเรียกว่าดอกโดนัทเป็นดอกกลมๆ เหมือนดาวกระจาย แรกๆ ก็ปักดอกไม้ **ต่อมามีการปักลายกองซึ่งมีจิก สมาชิกอีกคนของกลุ่มตอนนั้นคิดขึ้นมา ***ลักษณะงานปักจะเรียกว่าลายกอง เช่น เวลาเราปักผ้าคลุมไหล่เราจะปักดอกเป็นกลุ่ม ๆ แล้วค่อยๆ กระจายตำแหน่งออกไป

ระลึกถึงพี่จิก
ระลึกถึงพี่จิก

ผ่านมาหลายปีภูคราม ให้โจทย์ที่หลากหลายและยากขึ้น เช่น ได้ปักต้นไม้ ปักลายวิถี

“ ก็สนุกดีนะ เวลาเราไปทำไร่ ทำสวน เราก็เอารายละเอียดมาปักลงบนผ้า แต่ความสนุกของพี่บางทีก็อยู่ที่เวลางานเราใกล้จะเสร็จ ใจเราเริ่มร้อนมันอยากเห็นตอนเสร็จแล้ว ความคิดเราไหลไปไกลแล้ว แต่มือมันปักได้ไม่ถึงไหน 555 ” พี่ตั้วเล่าปนหัวเราะ

“อย่างป้าไม่ค่อยมีความคิดอย่างสร้างสรรค์อย่างเขาหรอก ส่วนใหญ่ก็ทำดอกไม้ไปเรื่อยๆ ง่ายๆ คิดว่าไม่ค่อยมีไอเดีย บางทีไข่ดาวก็ให้โจทย์มาง่ายๆ เคยคิดปักลายใหม่ๆ เหมือนกันนะแต่พอทำออกมาแล้วรู้สึกยังไม่ค่อยสวย มันยากเหมือนกันที่จะทำออกมาแบบที่เราคิด 555” ป้านางเสริมด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดตามสไตล์

ทำไร่ทำสวนเป็นหลัก แต่รักในงานปักไม่เคยเป็นรอง

การทำไร่ทำสวนเป็นอาชีพหลักของเรา ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนรายได้เรามาจากการทำไร่ ทำสวน อย่างเดียว ซึ่งเป็นรายได้หลักปีละครั้ง แต่พอมาปักผ้าเรามีรายได้ทุกอาทิตย์ ทุกเดือนเสริมเข้ามา แม้บางช่วงเราผลิตชิ้นงานได้น้อยแต่เราก็พออยู่ได้ แล้วได้ทำอยู่บ้านด้วย เวลาว่างจากงานทำไร่ก็จะเอาผ้าออกมามานั่งปัก ทำไปเรื่อยๆ นั่งๆ นอนๆ ทำกับพี่น้องคุยกันไปด้วยก็สนุกดี

‘ตอนยังไม่มีโควิทเราก็เอาผ้ามานั่งปักด้วยกันใต้ถุนบ้านนี่แหละ คุยกันไปปักผ้าไป จิกนั่งมุมหนึ่ง ไปป์นั่งมุมหนึ่ง ป้ารัตน์ก็มานั่งปักด้วยกัน เที่ยงๆ ก็มาทำอะไรกินด้วยกัน นึกถึงตอนนั้นพวกเราเจอกันตลอด พอพูดถึงจิกก็คิดถึงจิกมากๆ นะ ตั้งแต่จิกเสียไปก็ยังคิดถึงตลอด เพราะเราเจอกันทุกวันอยู่กันเป็นครอบครัวตรงนี้ พอมีโควิทเข้ามาอีกก็ห่างๆ กันไป ปักบ้านใครบ้านมัน’ ป้านางเสริม

ป้าเต้ย
ป้าเต้ย

“เรารู้สึกสบายใจ เป็นกันเองกับภูคราม รู้สึกเหมือนครอบครัว”

“อยู่กับพี่เหมี่ยวสบายใจง่ายๆ แล้วเราก็ชอบงานที่เราทำอยู่ด้วย สำคัญคือเจ้านายอย่างพี่เหมี่ยวใจดีมาก ทุกคนในภูครามเป็นเหมือนพี่เหมือนน้อง หมดเลย”

“คิดว่าเราคงหยุดปักผ้าไม่ได้หรอก จะบอกว่ามันเหมือนสิ่งเสพย์ติดก็ได้ ถึงเวลาเราต้องได้ปักงานทุกวันหลังจากกลับจากโคกจากนา งานปักผ้าจะติดตัวเราตลอด เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว บางทีเพื่อนเรียกไปตำส้มตำยังไม่อยากไป เพราะเรากำลังจดจ่อกับความคิดกำลังปัก บางทีก็หยุดไม่ได้ 555 ” พี่ตั้วและพี่ซอยหัวเราะเผยความในใจ

มากกว่างานปัก คือการถักทอผู้คนให้เหนี่ยวแน่น

ดอกติ้วของป้านางและป้ารัตน์
ดอกติ้วของป้านางและป้ารัตน์

“เราอยู่ต่างหมู่บ้านกับเหมี่ยว การทำงานกับภูครามก็ทำให้เราได้ผูกมิตรกับเพื่อนบ้านมากขึ้น จากเมื่อก่อนเห็นกันอาจจะไม่ได้ทักทายกัน แต่เดี๋ยวนี้เห็นเพื่อนชาวภูครามก็ตะโกนหากัน ทักทายกันเป็นครอบครัวกัน ผูกพันกันแบบไม่รู้ตัว” ป้านางเล่าปิดท้าย

หนึ่งในสิ่งที่ภูครามตั้งใจทำมากกว่างานผ้า คือภูคราม “งานที่มีชีวิต” งานที่ทำให้ผู้คนได้ตื่นเต้นไปกับการเรียนรู้ รับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว และอยากให้ผู้คนภูครามรวมถึงผู้คนในชุมชมแข็งแรงทั้งกายใจ และเป็นหนึ่งเดียวกัน ครอบครัวของ ‘พี่ตั้ว พี่ซอย ป้านาง ป้าเต้ย’ สะท้อนให้เห็นในหลายประเด็นและบอกกับเราว่า ‘งาน’ ไม่จำเป็นต้องออกไปไขว่คว้าถึงเมืองใหญ่ ‘คุณค่าของงาน’ มีความสุขเป็นตัวชี้วัด และ ’ความสุข’ เกิดขึ้นได้ในครอบครัว

เวลา 8 ปีที่ผ่านมาของภูครามได้พิสูจน์ว่าเป้าหมายหลักของเราเป็นจริง โดยสะท้อนออกมาผ่านเรื่องราว น้ำเสียง และความสุขในวงสนทนาที่พวกเขาได้เล่าให้เราฟังในวันนี้

ความงามของการอยู่ร่วมกันคือความเรียบง่าย
ความงามของการอยู่ร่วมกันคือความเรียบง่าย