กลับบ้าน เริ่มงานกับภูคราม
พี่ทอกเริ่มทำงานกับภูครามเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้พี่ทอกทำงานรับซ่อมเสื้อผ้าที่จังหวัดอุบลราชธานี ช่วงนั้นกลับมาเยี่ยมบ้าน ป้าบิ (แม่ของพี่เหมี่ยว) แนะนำให้มาลองตัดเสื้อให้ภูครามดู เพราะตอนนั้นภูครามกำลังหาช่างตัด ประจวบกับพี่ทอกกำลังตัดสินใจว่าจะกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลพ่อและแม่ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น

งานแรกที่ภูครามให้ลองทำคือการต่อเศษผ้าฝ้ายแล้วตัดเป็นเสื้อ 1 ตัว ซึ่งพี่ทอกรู้สึกว่าทำงานนี้น่าจะไปได้ดี จึงกลับไปขนจักรเย็บผ้าและอุปกรณ์ตัดเย็บอื่นๆ ที่อุบลราชธานี เพื่อกลับมาทำงานที่หมู่บ้านอย่างถาวร
ความผิดพลาดที่นำไปสู่การเรียนรู้และความประทับใจ
“เย็บผ้าให้พี่เหมี่ยวจะเน้นรายละเอียด เก็บตะเข็บให้เรียบร้อย ซักผ้าก่อนตัดเย็บ พูดตรงๆ คือต้องเนี้ยบระดับนึง ทำงานปีแรกพี่ตัดผ้าผิดแบบ ทำให้ภูครามเสียหายเป็นมูลค่าเยอะมาก ตอนนั้นพี่ใจเสียมากเลยนะ เพราะที่ตัดออกมาขายไม่ได้เลยสักตัว รู้ไหมว่าพี่เหมี่ยวทำยังไงกับพี่”
พี่ทอกถามคำถามชวนให้คิด ในขณะที่กำลังเล่าถึงความผิดพลาดของตนเองตอนที่เริ่มงานกับภูคราม ผู้สัมภาษณ์ไม่ตอบคำถามพี่ทอก แต่เว้นช่วงให้พี่ทอกได้เล่าต่อ
“พี่เหมี่ยวพาพี่ไปศึกษาแบบเสื้อกับอาจารย์ที่เก่งๆ ที่กรุงเทพฯ และร่วมกันหาจุดที่ทำให้งานพี่มีปัญหา แล้วหาทางแก้ไข พี่ก็เลยนำความรู้ที่ได้มากลับมาปรับปรุงงานตัวเอง จุดนี้แหละที่ทำให้พี่ผูกจิตกับภูคราม เพราะพี่เหมี่ยวให้โอกาสพี่ในการแก้ไขข้อผิดพลาดเสมอ พี่เคยทำงานร่วมกับเจ้านายหลายรูปแบบนะ แต่การจะเจอเจ้านายที่ให้โอกาสเราขนาดนี้มันหาไม่ได้ง่ายๆ”
พี่ทอกเล่าด้วยสีหน้าจริงจัง ในขณะที่พูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น สีหน้า น้ำเสียง และแววตาของพี่ทอกส่งผ่านความรู้สึกนั้นมาสู่ผู้สัมภาษณ์โดยไม่ต้องอธิบายเยอะ
“พี่เหมี่ยวให้โอกาสพี่ในการแก้ไขข้อผิดพลาดเสมอ…
การจะเจอเจ้านายที่ให้โอกาสเราขนาดนี้มันหาไม่ได้ง่ายๆ”
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์
การทำงานเป็นทีม
พี่ทอกมีทีมที่เย็บผ้าร่วมกันอีกสองคน (พี่ทอกรับตัดเย็บเสื้อผ้าให้คนทั่วไปด้วย) ทีมพี่ทอกจะมีการคุยและแบ่งงานกันชัดเจนเพื่อไม่ให้งานของภูครามกับงานของชาวบ้านมาปะปนกัน โดยจะแยกโซนงานและคุยกับเพื่อนในทีมให้ชัดเจนว่า ใครตัดงานให้ชาวบ้าน ใครตัดงานให้ภูคราม
“พี่คุยกับทีมพี่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุ อุปกรณ์ ผ้า และแพทเทิร์น เราจะต้องแยกส่วนให้ชัดเจน พูดตรงๆ เลยว่ามีหลายคนต้องการให้พี่ตัดเสื้อทรงของภูครามให้ มาทุกรูปแบบเลย ให้ราคาดีกว่าก็มีนะ แต่พี่เหมี่ยวได้ใจพี่ไปแล้ว พี่ทำงานกับภูครามมาสี่ปีกว่า สิ่งที่พี่ได้เรียนรู้และสู้มาอย่างหนักคือความซื่อสัตย์”
พอคุยมาถึงตอนนี้ ผู้สัมภาษณ์จึงขอให้พี่ทอกอธิบายเพื่อเติมเกี่ยวกับประเด็นความซื่อสัตย์กับการทำงาน
“พี่เหมี่ยวได้ใจพี่ไปแล้ว พี่ทำงานกับภูครามมาสี่ปีกว่า
สิ่งที่พี่ได้เรียนรู้และสู้มาอย่างหนักคือความซื่อสัตย์”
ความซื่อสัตย์กับการทำงานภูคราม
“ทำงานกับพี่เหมี่ยวต้องมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่พี่กับพี่เหมี่ยวนะ เพื่อนในทีมของพี่ก็เหมือนกัน พี่คุยกับเพื่อนในทีมก่อนร่วมงานกันเลยว่า ถ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน เราก็ทำงานร่วมกันไม่ได้นะ งานภูครามคืองานภูคราม งานชาวบ้านคืองานชาวบ้าน อย่าเอามาปนกัน ถ้าเราเอางานของภูครามออกมาทำให้ชาวบ้านเมื่อไร เราอยู่ยากทันที ดังนั้นความซื่อสัตย์สำคัญมาก พูดตรงๆ เลยว่า ถ้าไม่มีภูคราม พี่และทีมตายหมด” พี่ทอกพูดไปหัวเราะไป
ถึงจุดนี้รับรู้ได้เลยว่าพี่ทอกรู้ถึงจุดประสงค์สำคัญและมองเห็นเป้าหมายหลักของการทำงานของภูครามอย่างถ่องแท้แล้ว เพราะหัวใจหลักของการทำงานร่วมกับภูครามคือความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมานั่นเอง
“เพราะหัวใจหลักของการทำงานร่วมกับภูคราม
คือความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา”
เรียนรู้จากการทำงาน
เวลาทำงานพลาด สิ่งแรกที่พี่ทอกทำคืออะไร
“สติจ้า สิ่งแรกที่ต้องมีเลยคือสติ จากนั้นก็หาจุดที่เราต้องแก้ไข ว่าจะต้องทำอย่างไร พี่ต้องสู้และทำให้ได้ พี่คิดแค่นั้น และพี่จะไม่เอาอารมณ์มาใส่ในงานเด็ดขาด ไม่งั้นพัง”
พี่ทอกตอบทันทีทันใด โดยไม่เว้นจังหวะคิดแม้แต่น้อย พี่ทอกทำให้ผู้สัมภาษณ์นึกถึงสุภาษิตที่ว่า ‘สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดมักเกิดปัญหา’ เห็นภาพได้ชัดเจน และสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้ด้วย
จุดเด่นและจุดด้อยของพี่ทอกคืออะไร
“จุดเด่นของพี่ คือ ความอดทนและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี อย่างที่บอกแหละ มีสตินำทาง ส่วนจุดอ่อนของพี่ คือ ความใจดี ขี้สงสาร ยิ่งในเรื่องของงาน ถ้ามีคนมาตื๊อให้ทำนู่นนี่นั่นให้หน่อย หรือให้ช่วยเหลือ พี่จะรู้สึกสงสาร หลายครั้งนะมีคนมาตื๊อให้พี่ตัดแบบเสื้อภูครามให้ พี่ก็สงสารนะ อยากช่วยอยู่ แต่พี่ว่าความซื่อสัตย์ของพี่มันแข็งแรงกว่า พูดตามตรงนะ พี่ไม่ยอมทุบหม้อข้าวตัวเองหรอก เพราะภูครามให้โอกาสพี่เยอะมาก”
จุดที่อยากปรับปรุงหรือพัฒนา
“อยากพัฒนาฝีมือให้เก่งกว่านี้ เพราะฝีมือพี่ตอนนี้ยังไม่นิ่ง และพี่ก็ยังไม่มีความคิดสร้างสรรค์เท่าที่ควร เช่น แบบเสื้อมาเป็นคอกลม แต่จะให้พี่ปรับแบบเป็นคอวีแบบนี้ พี่อาจจะทำไม่ได้ เพราะมันจะมีเทคนิคการเย็บอีกหลายแบบที่พี่ไม่รู้ พี่เรียนรู้แบบครูพักลักจำ ก็เลยอยากพัฒนาฝีมือตัวเองไปมากกว่านี้ นอกจากนี้พี่คิดว่าแบบแพทเทิร์นของพี่ยังไม่แข็งแรง ได้แก้งานบ่อย อยากเรียนรู้มากกว่านี้อยู่นะ เพราะพี่ได้ใช้ในการทำงานอยู่แล้ว” หลักการทำงานของพี่ทอก เป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกเห็นด้วยและจะนำไปใช้ในการทำงานอย่างแน่นอน



บทเรียนจากประสบการณ์ของพี่ทอก
หลังจากคุยกับพี่ทอกจบ ผู้สัมภาษณ์เกิดความรู้สึกประทับใจในหลายประเด็นที่พี่ทอกสื่อสารออกมาจากใจ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของความซื่อสัตย์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำงาน ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้มองว่าสำคัญเฉพาะการทำงานกับภูคราม แต่สำคัญสำหรับการทำงานในทุกๆ อาชีพและทุกๆ สถานที่ รวมถึงพี่ทอกยังให้ข้อคิดในเรื่องของการมองงานทุกอย่างที่เข้ามาให้เป็นโอกาส ให้ลองทำ ลองเรียนรู้ดูก่อน ทำได้หรือไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องนึง ซึ่งจุดนี้สามารถนำไปปรับใช้กับการทำงานทุกรูปแบบได้เช่นกัน พี่ทอกได้ทิ้งท้ายว่า
“พี่เหมี่ยวให้โอกาสพี่ในการแก้ไขข้อผิดพลาดเสมอ”
ธัญลักษณ์ ทองปลิว
สัมภาษณ์และเขียน
รติกร ตงศิริ
Editor
10 ส.ค. 2565



