เช้าวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม ท้องฟ้ายังครึ้มหลังจากฝนกระหน่ำไปคืนก่อน ฉันยืมจักรยานของนมสดเพื่อนร่วมโปรเจคปั่นไปบ้านช่างวิ ซึ่งอยู่ห่างจากภูครามไปประมาณ 3 กิโลเมตร จำได้ว่าบ้านช่างวิคือทางไปวัดป่าภูน้อย เป็นบ้านหลังสุดท้ายก่อนถึงวัด บ้านหลังกะทัดรัดหลังคาสีฟ้าอยู่ติดกับป่าและสวนมันสัมปะหลังของชาวบ้าน
10 โมงครึ่ง จักรยานคันน้อยเลี้ยวเข้าไปจอดใต้ชายคา พี่วิกำลังเตรียมปักผ้า มีเสื้อ และเส้นฝ้ายหลากสีที่ใช้สำหรับปักกองอยู่บนตั่ง


“ตัวนี้เลือกเอง ตอนเห็นผ้านี้สวยถูกตา ชอบในโทนสีที่มีทั้งความสว่างและความมืด พอเห็นเสื้อปุ๊บก็เห็นโทนงานของเราที่อยากได้เป็นแนวธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีความสว่างของแสงเข้ามา” พี่วิชูเสื้อตัวที่ได้มาพลิกหน้าหลังให้ฉันดู เป็นเสื้อย้อมครามและมะเกลือไล่โทนสี ด้านหน้าข้างขวาเป็นสีดำที่ได้จากมะเกลือ ข้างซ้ายจากไหล่ลงมาไล่โทนดำ คราม ฟ้า ส่วนด้านหลังเป็นดำ คราม ฟ้า ไล่ลงมา
“วันนี้เราจะเริ่มจากโซนสีสดใสก่อน” พี่วิชี้ไปที่มุมหนึ่งของเสื้อที่มีโทนสีฟ้า
“พี่วิจะปักเป็นห้วยหนองที่พี่วิชอบ เป็นงานที่เห็นมุมของสายน้ำลำธารที่หล่อเลี้ยงชุมชนของเรา เหมือนลำน้ำอูนที่เราเคยไปหาอยู่หากิน เป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงเรามาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย”


ระหว่างที่พี่วิเริ่มลงฝีเข็ม ฉันก็ชวนคุยถึงที่มาที่ไปก่อนที่จะมาทำงานกับภูคราม
ชีวิตพี่วิ
“พี่วิเป็นคนจังหวัดเลย เรียนจบตอนอายุ 16-17 ก็เข้ากรุงเทพ ทำงานโรงงานทำผ้าไหมพรมแถวหนองแขมจนถึงอายุ 21 แต่งงานกับคนสกลนครเลยย้ายมาอยู่ที่นี่”
“ชอบไหมคะตอนอยู่กรุงเทพ”
“ตอนอยู่กรุงเทพไม่ชอบเพราะมันวุ่นวาย ชีวิตก็ไม่มีอะไรนอกจากตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แบบเดิมๆ บ้านก็ต้องเช่า ข้าวก็ต้องซื้อ ก็คิดว่าทำไมลำบากยุ่งยากจัง ทำไมไม่สบายๆ เหมือนอยู่บ้าน ก็เลยตัดสินใจมาปลูกบ้านที่สกลฯ”
พี่วิกับภูคราม
“เข้ามาทำงานกับภูครามได้ยังไงคะ”
“ตอนแรกเราเลี้ยงลูกอ่อนแล้วไม่มีรายได้เสริม เราเคยทำงานที่กรุงเทพ เคยหาเงินได้เอง พอมาอยู่กับแฟนก็ไม่รู้จะทำอะไร รอให้แต่แฟนหาเงินเข้าบ้าน เราก็รู้สึกว่าเราเคยหาเงินได้แต่ตอนนี้ไม่มีรายได้ เลยอยากมาลองทำงานกับภูคราม เห็นพี่พรรณ ช่างปักคนแรกๆ ของภูคราม เขานั่งปักผ้า เราเลยถามว่า ทำไมได้ทำงานนี้ เอางานนี้มาจากไหน เขาก็เลยบอกว่าเป็นของบ้านภูคราม ก็เลยเข้าไปของานเขาทำ ชิ้นแรกเขาให้ลองทำผ้าพันคอ ไม่เคยปักมาก่อนหรอก แต่อยากทำ ชิ้นแรกก็ปักเป็นดอกไม้เป็นกิ่งไม้ออกมา มีดอกมีใบ แต่ยังไม่ใช่ต้นไม้ มันดูเหมือนผ้าพันคอตลาดทั่วไป ที่นี่เขาอยากได้งานแบบที่เป็นธรรมชาติ ไม่จัดเรียง เลยได้เข้าใจงาน เลยได้งานมาเรื่อยๆ ตามที่เขาให้งานมา แต่ก็เป็นความคิดของเราที่จะคิดไปทางไหน หลังๆ ก็มีแนวทางของตัวเอง จากได้ทำผ้าพันคอก็เริ่มได้ทำเสื้อ ก็ดีใจ เพราะถ้าได้ทำเสื้อก็จะได้ค่าแรงที่สูงขึ้น เราก็ได้แนวทางการปักวิถีชีวิตชาวบ้านภูพาน”
“ทำงานกับภูครามมากี่ปีแล้วคะ”
“ปีนี้เป็นปีที่ 10 จำไม่ได้แล้วว่าทำมากี่ชิ้นเพราะว่าบางเดือนก็ได้งานบางเดือนก็ไม่ได้งาน เพราะเราต้องไปทำนาทำสวน งานภูครามเหมือนเป็นงานเสริม ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในบ้านได้เยอะอยู่ ทำให้มีค่าเทอมลูก ค่าไฟ ค่าน้ำ แต่ก็ไม่ได้ทำประจำ งานแต่ละชิ้นใช้เวลาทำ 1-2 เดือน เพราะเราได้งานที่เป็นแนววิถี คือเล่าเรื่องวิถีชีวิตคนภูพาน หรือต้นไม้ในป่า ใช้เวลาอยู่กับมันพอสมควร ถ้าเราไม่ค่อยมีอารมณ์เราก็จะทำงานไม่ค่อยได้”
“เราได้อะไรจากการได้ทำงานกับภูคราม”
“การทำงานกับภูคราม ภูครามให้โอกาสในการคิด ตอนแรกเห็นคนอื่นมาทำแล้วได้เงินเราก็อยากทำบ้างเพราะอยากได้เงิน แต่พอเข้ามาแล้วเราได้ซึมซับได้เห็นว่าหมู่บ้านที่เราอยู่มีอะไรดี พอเข้ามาอยู่กับภูครามทำให้เรามองเห็นว่าทรัพยากรในหมู่บ้านในชุมชนของเราเป็นที่ที่น่าสนใจ ได้อยู่บ้านที่ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ ก็เลยเห็นว่าภูครามให้โอกาสในการทำงาน มีรายได้ และให้เราได้มองเห็นคุณค่าของธรรมชาติบ้านเรา ได้อยู่กับครอบครัว ได้อยู่กับธรรมชาติที่เราอยากอยู่ ทำให้เรามีความสุข ความสบายใจ ทำให้เราไม่ต้องดิ้นรนไปไหนไกล ดิ้นรนก็แบบวิถีชีวิตชนบท แต่ก็ไม่ได้เป็นหนี้เป็นสิน ไม่เครียด ไม่ต้องวิ่งตามเวลา”
“…ทำให้เรามองเห็นว่าทรัพยากรในหมู่บ้านในชุมชนของเราเป็นที่ที่น่าสนใจ ได้อยู่บ้านที่ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ ก็เลยเห็นว่าภูครามให้โอกาสในการทำงาน มีรายได้ และให้เราได้มองเห็นคุณค่าของธรรมชาติบ้านเรา ได้อยู่กับครอบครัว ได้อยู่กับธรรมชาติที่เราอยากอยู่
ทำให้เรามีความสุข ความสบายใจ ทำให้เราไม่ต้องดิ้นรนไปไหนไกล ดิ้นรนก็แบบวิถีชีวิตชนบท แต่ก็ไม่ได้เป็นหนี้เป็นสิน ไม่เครียด ไม่ต้องวิ่งตามเวลา”
“เคยได้เจอคนที่ซื้องานของเราไหมคะ”
“เคย ตอนที่ภูครามเปิดบ้านก็จะมีคนมารอซื้อ ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจ เพราะทำให้เขาได้งานที่เราตั้งใจทำ เป็นกำลังให้เราอยากทำงานต่อไป ภูมิใจที่มีคนอยากได้งานของเรา ชื่นชอบในผลงานของเราก็ดีใจ ไม่เคยคิดว่างานที่เราทำออกมาแล้วจะมีคนสนใจอยากได้ ต่างจากตอนที่เป็นลูกจ้างเขา อันนี้ก็เป็นลูกจ้างแต่ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า มีคนมองเห็นคุณค่าของเรา ตอนเป็นลูกจ้างมันไม่เหมือนกับตอนที่ทำงานอิสระแบบนี้เลย เพราะว่าไปเป็นลูกจ้างเราก็ต้องทำตามคำสั่งหมด มีกำหนดเวลา งานเสียหรือผิดพลาดเราก็ถูกดุ แต่ทำงานกับภูครามไม่มีถูกไม่มีผิด เขาเอาแนวคิดของเราเลย ทำให้เราสบายใจ ไม่เคยมีใครเห็นคุณค่าของเราขนาดนี้ พอมาทำงานแบบนี้ ได้อยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว เราก็รู้สึกภูมิใจแล้วก็ดีใจมากที่เขาเห็นค่าที่เราตั้งใจ ทำงานโรงงานไม่ใช่เราไม่ตั้งใจนะ แต่เรารู้สึกว่าเราถูกตั้งกฎไว้ไม่ค่อยมีอิสระ ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของเขา”
“ไม่เคยคิดว่างานที่เราทำออกมาแล้วจะมีคนสนใจอยากได้ ต่างจากตอนที่เป็นลูกจ้างเขา อันนี้ก็เป็นลูกจ้างแต่ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า มีคนมองเห็นคุณค่าของเรา”
“เวลาคิดลาย เราคิดยังไงคะ”
“งานที่ทำไม่ใช่เกิดจากการเห็นภาพตัวอย่างหรืองานของคนอื่น แต่มันเกิดจากความรู้สึกที่เราได้ไปสัมผัสพื้นที่นั้น เหมือนเราพูดอยู่ในความฝัน ทั้งที่เราไปเจอของจริง ไปเห็นธรรมชาติจริงๆ เห็นต้นไม้ต้นนั้นก็จำรูปร่างแล้วเอามาปักลงในงาน เห็นต้นไม้นั้นก็นึกว่าถ้ามาอยู่ในงานเราคงจะสวย อยากปักตั้นไม้ต้นนี้ ฝีเข็มจากที่แต่ก่อนยังไม่พัฒนา เราก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ไล่เส้นไล่สี”
“ชีวิตประจำวันของพี่วิทำอะไรบ้างคะ”
“ตื่นเช้ามาอย่างแรกคือดูแลตัวเอง เสร็จก็ไปปลุกลูกไปโรงเรียน ทำกับข้าวให้ลูกกินก่อนไปโรงเรียน รถโรงเรียนมารับลูก เราก็กินข้าว เสร็จแล้วก็ไปปล่อยวัวปล่อยควาย มีวัว 3 ตัว ตอนเย็นค่อยไปเอากลับมา เสร็จแล้วก็ไปทำนาทำสวน ปีหนึ่งก็ได้ข้าว 26-27 ถุง ถุงละ 24-25 กิโลกรัม ส่วนใหญ่ปลูกไว้กินเอง กินได้ทั้งปี ไม่ได้ใช้สารเคมี เราใช้ปุ๋ยคอกของเราเอง มีสวนปลูกมัน ปลูกหวาย หน่อไม้ ผักสวนครัวเล็กน้อย แต่ไม่ได้ทำจริงจังเพราะมันอยู่ห่างจากบ้าน”
“บ้านอยู่ใกล้ป่ามีสัตว์อะไรมารบกวนไหมคะ”
“ยุง” พี่วิตอบแบบไม่ต้องคิด แสดงว่ายุงชุมจริงๆ
“งูไม่มีหรือคะ” ฉันถามเพราะเห็นว่าบ้านพี่วิอยู่ติดป่า และค่อนข้างห่างจากเพื่อนบ้านมากพอสมควร จะเรียกว่าอยู่กลางป่าก็น่าจะได้
“งูไม่มี ไม่ค่อยเห็น” พี่วิตอบ
“นั่นต้นอะไรคะ” ฉันเห็นมีต้นกล้าในถุงดำเรียงรายอยู่จำนวนหนึ่ง
“ฝรั่งกิมจู แฟนเขาจะเอาไปลงปลูกที่นา”
ลมเย็นๆ พัดมา ผ่านตั่งที่พี่วินั่งปักผ้า บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ มีเปลญวนห้อยอยู่ใกล้ๆ หนังตาฉันเริ่มหย่อน แต่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว พี่วิวางมือจากเมฆก้อนที่ 3 บนกระเป๋าเสื้อ เมฆที่เกิดจากเส้นฝ้ายปักไล่เฉดสี ดูมีชีวิต พี่วิชวนฉันออกไปกินก๋วยเตี๋ยว
ฉันซ้อนมอเตอร์ไซพี่วิออกไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวที่เป็นร้านของชำด้วย มีคนมาซื้อของอยู่ก่อนแล้ว พี่วิทักทายพวกเขา ดูเหมือนคนในชุมชนจะรู้จักกันหมด พวกเขาพูดคุยทักทายอย่างเป็นกันเอง ฉันซึ่งเป็นคนแปลกหน้า แต่ไม่รู้สึกแปลกแยก เพราะรอยยิ้มและสายตาที่เป็นมิตรของพวกเขา ทำให้รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก จึงเข้าใจคำพูดของพี่วิที่เล่าว่า
“ถึงเราจะเป็นคนมาจากบ้านอื่น แต่ไม่มีใครรังเกียจหรือทำให้เรารู้สึกแปลกแยก อยู่ที่นี่มีเพื่อน มีสังคม มีความสุข อยากอยู่ที่สกลฯ นี่แหละ ไม่อยากไปไหน”
เขียนโดย ม่านเมฆา


