Mini series - น้ายืน : ปัก

ตอนที่ 1 : เมื่อธรรมนำใจ

“สวัสดีค่ะ”

เสียงทักทายทำให้ฉันเงยหน้าจากงานที่กำลังจดจ่อ
น้ายืนใส่เสื้อเชิ้ตสีครามกางเกงยีนส์ สะพายกระบุงคู่ใจที่ใส่อุปกรณ์ปักผ้ากับสวมรองเท้าบูธยางแบบชาวสวนเดินยิ้มเข้ามาในภูคราม แปลกตาไปจากที่เคยเห็นครั้งก่อนๆ

“อ้าวน้ายืน ไหนว่าวันนี้เราจะยังไม่เจอกัน” ฉันยิ้มทักทาย และแปลกใจนิดหน่อยที่น้ายืนมาถึงภูครามวันนี้เพราะก่อนหน้านี้ฉันโทรนัดน้ายืนเพื่อที่จะไปหาน้ายืนที่บ้าน แต่น้ายืนบอกว่าช่วงนี้ฝนตกทางเข้านาไม่สะดวก ยังออกมารับฉันไม่ได้

“ตอนแรกก็เป็นอย่างนั้นแหละค่ะ แต่พอดีว่าวันนี้เห็นว่ามีเพื่อนจากในเมืองเขาจะมาหัดปักผ้าที่นี่ เลยจะมาอยู่เป็นเพื่อนเขาหน่อย”

ฉันเลยเดาเอาว่า ที่น้ายืนใส่รองเท้าบูธทำสวนมาเพราะต้องลุยโคลนออกมาจากนาแน่เลย ไหนๆ น้ายืนก็มาถึงนี่แล้ว ฉันเลยชวนน้ายืนคุยเพื่อเก็บเรื่องราวมาเล่าเลยแล้วกัน

“เอาเสื้อมาไหมคะ”

“เอามาค่ะ” น้ายืนหยิบเสื้อตัวที่ได้ไปวันนั้นออกมาจากกระเป๋า เสื้อสีขาวมีร่องรอยการปักแล้วที่ปลายแขนเสื้อด้านซ้าย

“อันนี้ตั้งใจจะปักขาวในขาว” น้ายืนหมายถึงการปักลายด้วยด้ายสีขาวลงบนเสื้อสีขาว

“จะรวมประสบการณ์ 3-4 ปีที่อยู่ในภูคราม จะรวมอยู่ในเสื้อตัวนี้ค่ะ”

“น้ายืนมีวิธีคิดงานยังไงคะ เสื้อแต่ละตัวก็ไม่เหมือนกัน”

“ไม่มีในหัวเลยนะคะ คนอื่นจะวาดนู่นวาดนี่ลงไป เราไม่มีอะไรในหัวเลยค่ะ ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าตรงนี้จะมีอันนั้นตรงนั้นจะมีอันนี้ ทำไปเลยค่ะ มันจะไหลไปของมันเองค่ะ อย่างเสื้อตัวนี้ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ เขาให้เลือกเสื้อกัน คนอื่นก็รีบหยิบ ยายไม่รู้ว่าจะหยิบตัวไหน” น้ายืนเรียกแทนตัวเองว่ายาย ทั้งๆ ที่ยังไม่ดูแก่พอที่จะเรียกว่ายายได้

“น้ายืนอายุเท่าไหร่คะ”

“52 ปีค่ะ”

“ยังสาวอยู่เลยนะคะ เรียกตัวเองว่ายายแล้วเหรอคะ” น้ายืนหัวเราะเขินๆ

“วันนั้นมีเสื้อ 3 ตัวที่ไม่มีคนเลือก” น้ายืนเริ่มเล่าต่อ “มันมีเสื้อลาย 2 ตัวอยู่ตรงนั้น มีเสื้อขาวนี้อยู่ตรงนี้” น้ายืนชี้มือไปทางนั้นที ทางนี้ที ตรงจุดที่มีเสื้อวางอยู่จริงในวันก่อน

“ยายเลยมาหยิบเสื้อขาวนี้ ยายเห็นแล้วว่าสองตัวนั้นมันเป็นเสื้อลาย เราคิดไม่ออกว่าตัวนั้นเราจะปักยังไง แต่ก็อย่างที่เขาว่าถ้าหยิบเสื้อดีมันก็จะส่งผลให้งานเราดี แต่สำหรับยายเราคิดว่ามันไม่ใช่ เสื้อที่เป็นมาสเตอร์พีซของยายส่วนใหญ่เป็นเสื้อที่ช่างเขาทำทิ้งไว้ไม่เสร็จแล้วยายมาปักต่อ ไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะเป็นยังไง แต่เวลาออกมามันก็เป็นมาสเตอร์พีซเกือบทุกตัว”

“เสื้อที่เป็นมาสเตอร์พีซของยายส่วนใหญ่เป็นเสื้อที่ช่างเขาทำทิ้งไว้ไม่เสร็จแล้วยายมาปักต่อ ไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะเป็นยังไง”

ชีวิตน้ายืน

ก่อนทำงานภูคราม

“ก่อนที่น้ายืนจะมาทำกับภูคราม น้ายืนทำอะไรมาก่อนคะ”

“ทำไร่ ทำนา ทำสวน แล้วด้วยความที่เราอายุมากขึ้น ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง ตอนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องมาชวนยายปลูกดอกทานตะวัน เขาว่ารายได้ดี ขายดอกสดได้ดอกละ 2 บาท ยายก็ถามเขาว่าต้องทำยังไง เขาก็บอกให้ไปซื้อต้นพันธุ์เขามา ถาดหนึ่งจะมี 500 ต้น ต้นละ 1 บาท เราก็เอามาปลูก เราต้องซื้อปุ๋ยเอง ยายคิดว่าถ้าเราไปลงทุนตรงนั้น เราก็ต้องมีต้นทุน ที่สำคัญมันต้องตากแดด ร่างกายเราก็ไม่แข็งแรง นกก็จะมากินต้นอ่อนเรา แมลงก็มา มันยุ่งยาก

ยายเลยคิดว่ามาปักดอกไม้ดีกว่า ยายคิดง่ายๆ ว่าถ้าอยากปักเสื้อ 20 ดอก ยายได้ 2 บาท ดีกว่าสำหรับเรา เพราะไม่ต้องลงทุนอะไร แล้วก็ไม่ต้องตากแดดด้วย เหมาะกับเรา เลยมาปักผ้าดีกว่า”

“เคยไปทำงานที่อื่นไหมคะ หรืออยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด”

“ไปค่ะ ไปเกาหลีตอนอายุ 30 กว่า ไป 6 ปี แล้วก็กลับมาบ้าน เราไปมาหมดแล้วที่ไหนที่ว่ามีความสุข แต่ว่าก็ไม่สู้ชนบทบ้านเรา”

“ไปทำอะไรที่เกาหลีคะ”

“ไปทำงานโรงงานค่ะ”

“ตอนอยู่ที่นู่นคิดถึงบ้านไหมคะ”

“ไม่ค่ะ สนุกค่ะ ไปไหนก็เป็นอย่างนี้ค่ะ”

“แสดงว่าอยู่กับปัจจุบันได้”

“ใช่ค่ะ อยู่ไหนก็อยู่ตรงนั้น แต่ถ้าเลือกได้ ในชีวิตที่ผ่านมา ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตค่ะ คือเราได้อยู่กับธรรมะ ธรรมชาติ เพราะคำว่ามีเงินเยอะของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มีเงินเยอะก็เคยมีมาแล้ว ที่ไหนที่ว่าสนุกมีความสุขก็ไปมาแล้ว แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีความสุขจริงๆ มีเงินก็ใช่ว่าจะสุข ก็เลยคิดว่าตรงจุดนี้ถึงไม่มีเงินเยอะแต่มีความมั่นคง ยายเลยคิดว่าการได้มาอยู่ภูครามนี้เป็นบุญมาก”

“…คำว่ามีเงินเยอะของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มีเงินเยอะก็เคยมีมาแล้ว ที่ไหนที่ว่าสนุกมีความสุขก็ไปมาแล้ว แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีความสุขจริงๆ มีเงินก็ใช่ว่าจะสุข ก็เลยคิดว่าตรงจุดนี้ถึงไม่มีเงินเยอะแต่มีความมั่นคง ยายเลยคิดว่าการได้มาอยู่ภูครามนี้เป็นบุญมาก”

น้ายืนกับภูคราม

“ภูครามให้อะไรกับเราคะ

“ให้ความมั่นคง ในที่นี้คือให้ความมั่นคงด้านจิตใจ แต่ก่อนมีแต่จะไปพึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้ถึงจะสุข ไปอยู่กับคนนั้นถึงจะสุข แต่พอมาอยู่ภูครามสอนเราว่าเราไม่ต้องมีใครก็ได้ เราสุขจากภายในของเราเอง สุขจากการมีสติ เวลาเราทำงานเราก็ยู่กับผ้าตรงหน้า เราไม่ต้องไปไหน แต่ก่อนถึงเราทำนาใจเราก็พุ่งไปที่อื่น งานอื่นมันทำให้อกุศลเราเกิด ยังมีโลภ มีความนั่นนี่ แต่พอเรามาอยู่กับผ้าเราได้ฝึกตัวเอง” น้ายืนเล่าด้วยสีหน้าอิ่มเอมใจ

“อย่างที่พี่บวบเล่าว่าแต่ก่อนเห็นดอกไม้ก็อยากหักมาใส่แจกัน แต่เดี๋ยวนี้ปล่อยให้มันร่วงโรยตามธรรมชาติ ไม่เอามา ภูครามไม่ได้สอนให้เราปลูกป่านะคะ แต่อยู่ๆไปทำให้เรารักต้นไม้ รักธรรมชาติ ไม่ใช่โลกสวยนะคะ มันคือความจริง”

“เขาทำให้เราซึมซับรักธรรมชาติไปโดยอัตโนมัติ” ฉันเสริม

“ใช่ค่ะ เขาพาเข้าป่า แต่ก่อนไม่รู้จักค่าของต้นไม้ ไม่ได้คิดว่าอยากบำรุงรักษา เมื่อวานนี้เพิ่งไปปลูกป่าในที่ตัวเองค่ะ ช่วงนี้ฝนตกเลยรีบปลูก หลวงยังไม่ได้แจกพันธุ์กล้าไม้ แต่ยายเอาเงินที่เราปักผ้าได้เจียดไปซื้อกล้าไม้มาปลูกเอง มีเต็งรัง แคน กระบาก ยางนา ปลูกไป 2-3 ไร่ คนอื่นเขาปลูกยางไว้กรีดยาง เขาก็ถามทำไมไม่ปลูกยาง ยายก็เลยบอกว่าเราก็แก่ตัวลงไปแล้ว คืนธรรมชาติให้โลก ให้ลูกให้หลานดีกว่า”

“เมื่อวานนี้เพิ่งไปปลูกป่าในที่ตัวเองค่ะ ช่วงนี้ฝนตกเลยรีบปลูก หลวงยังไม่ได้แจกพันธุ์กล้าไม้ แต่ยายเอาเงินที่เราปักผ้าได้เจียดไปซื้อกล้าไม้มาปลูกเอง มีเต็งรัง แคน กระบาก ยางนา ปลูกไป 2-3 ไร่

คนอื่นเขาปลูกยางไว้กรีดยาง เขาก็ถามทำไมไม่ปลูกยาง ยายก็เลยบอกว่าเราก็แก่ตัวลงไปแล้ว คืนธรรมชาติให้โลก ให้ลูกให้หลานดีกว่า”

“คิดว่าคนนอกที่ไม่ได้ทำงานกับภูคราม เขาอยากมาทำไหมคะ หรือเขารู้สึกอย่างไร”

“คำว่าภูครามไม่ง่ายที่คนจะเข้ามา และไม่ง่ายที่คนจะออกไป มันเหมือนอะไรที่เหมือนกันก็จะถูกดึงให้มาอยู่ด้วยกัน แต่ก่อนนี้ยายผ่านไปผ่านมาไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นว่ามีภูคราม เราก็ปฏิบัติตัวไม่ดีไม่งาม”

“เป็นยังไงคะ”

“โอ้ยอย่าให้พูดเลยค่ะ ความไม่ดีของตัวเอง วงไพ่ไฮโลอยู่ไหนไปหมดค่ะ อะไรที่ทำให้เกิดอกุศลไปหมดค่ะ”
น้ายืนเล่าไปยิ้มเขินไปให้กับความหลังของตัวเอง

“แล้วมาทางธรรมได้ยังไงคะ ใครชักชวนเข้าวงการ”

“พี่สาวลูกพี่ลูกน้องกัน เขาให้ฟังธรรมค่ะ”

“ฟังอะไรคะ ไปวัดหรือว่าฟังจากไหน”

“ฟังยูทูป พุทวจนะ ของพระอาจารญ์คึกฤทธิ์ค่ะ เริ่มฟัง เริ่มลองถูกลองผิด ท่านก็พูดถูก พอรู้ธรรม ก็เลยได้รู้จักภูคราม ภูครามนี่ก็ไม่ใช่เล็กๆ นะคะ ผ่านไปผ่านมาก็ไม่เห็น คนไม่ดีก็ไม่ได้เห็น ไม่ได้เข้ามา พอเริ่มดีหน่อยเลยเห็น หลานทำงานอยู่ภูครามก็มาบอกว่าภูครามเปิดรับสมัครช่างปักผ้า”

~~“อาภูครามเพิ่นรับสมัครอยู่ดิ้ เจ้าบ่ไปบ่”
“เขาสิเอาอาอยู่บ้อ อาคือบ่เป็นหยังแท่”~~
น้ายืนเล่าเหตุการณ์วันที่หลานมาชวนไปสมัครงานที่ภูครามให้ฟังเป็นภาษาอีสาน

“พอรู้ธรรม ก็เลยได้รู้จักภูคราม ภูครามนี่ก็ไม่ใช่เล็กๆ นะคะ ผ่านไปผ่านมาก็ไม่เห็น คนไม่ดีก็ไม่ได้เห็น ไม่ได้เข้ามา พอเริ่มดีหน่อยเลยเห็น หลานทำงานอยู่ภูครามก็มาบอกว่าภูครามเปิดรับสมัครช่างปักผ้า”

“ก็ลองมาสมัครดู เดือนหนึ่งผ่านไปก็ได้มาสัมภาษณ์ค่ะ ลุ้นอยู่นะคะว่าขอให้ได้ๆ เข้ามาก็รู้สึกเหมือนว่าเราได้เข้ามาที่ดีๆ น่ะค่ะ รู้สึกร่มเย็น ก็เพราะคุณเหมี่ยว เจ้าของเขานี่แหละค่ะ พอมาถึงตรงนี้แล้วเลยมั่นใจว่าเรามาถูกทาง เงินที่เราได้ตรงนี้ถึงไม่เยอะแต่ไม่เคยหมด เพราะเราได้มาโดยสุจริต”

“เพราะเราขยันด้วยไหมคะ”

“เขาดูแลลูกน้องดีค่ะ ตัวไหนที่เป็นมาสเตอร์พีซจะได้เปอร์เซนต์ด้วยนะคะ ตอนคุณเหมี่ยวรับสมัครก็มีเงื่อนไขเยอะนะคะ ยายก็จำไม่ค่อยได้ทุกข้อ แต่ที่จำได้คือ ต้องมีความซื่อสัตย์ และไม่เป็นงานมาเลย ตรงจุดนั้นยายคิดว่ามันเข้ากับเรา เราก็คิดว่าไม่เป็นงานเขาจะรับหรือไม่รู้เหตุผลข้อนั้นหรอก แต่ที่สำคัญคือเขาให้ซื่อสัตย์คือถ้ามาทำที่นี่จะไปรับงานที่อื่นไม่ได้ ให้ทำที่นี่ที่เดียว

เพราะตอนนั้นแถวละแวกบ้านเรานี้งานแบบนี้เกิดขึ้นเยอะ คนที่มาเป็นงานตรงนี้แล้วออกไปก็เยอะ เขาเลยมีเงื่อนไขนี้ขึ้นมา เราก็มาสมัครกับแฟน แฟนนี่ถึงเขาเป็นผู้ชายแต่เขาปักเก่งกว่าเราอีกนะ แต่ทีนี้เขาไปทำงานต่างประเทศ ไปไต้หวัน เขาเลยทิ้งเสื้อที่ปักไว้ เราก็เลยเอามาคืนภูคราม เขาก็เลยให้เราทำต่อไปให้เสร็จ

Mini series - น้ายืน

เลยเป็นตัวเริ่มต้นของการปักดอกเต็มตัว ขาวในขาว เลยเป็นจุดเริ่มต้นการเรียนรู้

แต่ยายเป็นคนใจร้อน ไม่ใช่คนประดิษฐ์ประดอย ไม่มีความเป็นผู้หญิงเลยค่ะ เราก็คิดว่าทำยังไงถึงจะทำได้ ตอนนั้นก็คิดว่า มันเป็นรายได้ แต่พอมาถึงตอนนี้ ที่ยายอยู่ได้เพราะทำให้เรามีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน เราไม่อยากไปนั่นมานี่

สมมติว่าเราไปปลูกดอกไม้ หรือไปทำงานอื่น เราต้องไปที่อื่นด้วย การเดินทางก็มีค่าใช้จ่าย ก้าวแต่ละก้าวมีค่าใช้จ่ายนะทุกวันนี้ แต่พอมาปักเสื้อนี้ถ้าหมกมุ่นมากๆนี่ไม่อยากไปไหนเลย ถือเป็นที่หลบภัยของยาย ผัสสะก็เกิดน้อย เหมือนเป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัว”

“แสดงว่าน้ายืนปฏิบัติธรรมด้วย และได้นำเอาสิ่งที่เราเรียนรู้มาใช้สอดแทรกในชีวิตประจำวันได้”

จากคำพูดวิธีคิดของน้ายืนทำให้ฉันพอจะเข้าใจได้ว่าน้ายืนเลือกเดินในเส้นทางธรรมควบคู่ไปกับชีวิตประจำวัน ซึ่งคนที่เข้าใจธรรมะจริงจะสามารถนำการปฏิบัติในรูปแบบมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้

“ใช่ค่ะ เราสอดแทรกธรรมะลงไปในงานของเราค่ะ ถ้าเรามีสติ เอาใจเอาจิตมาอยู่กับผ้า มันก็จะออกมาดีงามค่ะ เพราะเราจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า ถ้าเรามาเรียนรู้เรื่องการนำธรรมชาติกับธรรมะมาใช้ มันสอดแทรกไปกันได้ดี เวลาเราปักผ้าถ้าเราเป็นคนมีจาคะ เรานึกถึงลูกค้า เราทำเพื่อลูกค้า เงินของเขามีค่า เขาเห็นค่าในงานเราคือความเมตตาของเขา เวลายายทำดอกไม้ยายจะไม่ทำดอกบาง จะทำให้ดอกอูมสวยไม่หวงด้าย ไม่ตระหนี่ในแรงของเรา ถ้าเราขี้เหนียวงานก็จะออกมาไม่ดี”

“ทำไมถึงสนใจธรรมะคะ”

“ก็เพราะความทุกข์ค่ะ ถ้าเราไม่มีทุกข์ก็ไม่เห็นธรรมใช่ไหมคะ ตอนนั้นเรามีเงินก็ใช่ว่าจะมีความสุข เงินที่เกิดจากวงไพ่วงไฮโลมันเป็นเงินอกุศล ทุกข์มากก็เลยเห็นธรรม พอเห็นธรรมก็เลยมาเห็นภูคราม ถ้าเราเป็นคนดีมันดีจังนะ มันทำให้เราอยู่ได้ ถ้าเราเป็นคนก่อนที่เล่นการพนันมันไม่รู้จักพอน่ะค่ะ”

“เล่นจนเป็นหนี้เลยไหมคะ”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” น้ายืนตอบด้วยรอยยิ้ม

“แล้วทุกข์ยังไงคะ”

“ชีวิตครอบครัวค่ะ”

“เข้ามาตอนแรกได้ทำอะไรคะ”

“ปักผ้าพันคอค่ะ ผืนแรกนี่เราอยากขอซื้อเอาเองค่ะ ไม่ใช่ว่าสวยนะคะ แต่กลัวเขาขายไม่ได้ เพราะเรารู้สึกว่าทำไม่สวย อยากขอซื้อไว้เอง คิดเฉยๆ แต่ไม่ได้พูด แล้วเราก็เริ่มพัฒนาฝีมือ”

แรกเริ่ม

“นานไหมคะกว่าจะได้ปักเสื้อ”

“ปักผ้าพันคอ 2-3 ผืนผ่านไปค่ะ เขาก็คงเห็นฝีมือเราพัฒนาขึ้น แต่ยายคิดว่าถ้าตัวเองไม่มีธรรมก็คงยากอยู่ค่ะ คำว่าไม่มีธรรมคือเวลาเราทำเรามีความอยาก อยากได้เงิน เราทำเพราะอยากได้เงิน กับทำเพราะอยากหลุดพ้นมันคนละอย่างกัน ถ้าเราทำเพราะอยากหลุดพ้น เราเอาสติมาตรงจุดนี้เราจะไม่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวว่าจะต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เราคิดเห็นแต่คนอื่นมากกว่า เรานึกถึงลูกค้ามากกว่า เวลาที่เรานึกถึงคนอื่นมากกว่าเรามันจะได้ดีนะคะ ได้ดีกว่าที่เราคิดว่า เราต้องได้ๆ สำหรับยายเลยไม่มีตรงจุดนี้ ถามว่าอยากได้เงินไหม อยากได้ แต่สมมติว่าทำแล้วเราเห็นว่าไม่สวยก็จะไม่ทำต่อ จะแก้ค่ะ เวลาที่เราปักไปแล้วก็จะเอาไปแขวนดู ตรงไหนไม่ถูกใจก็จะเอาลงมาแก้ ช่างเป็นทุกคนนะคะ ยายว่าช่างที่มาอยู่ภูครามแต่ละคนไม่ธรรมดานะคะ จิตใจเขาก็งาม”

“ยายคิดว่าถ้าตัวเองไม่มีธรรมก็คงยากอยู่ค่ะ คำว่าไม่มีธรรมคือเวลาเราทำเรามีความอยาก อยากได้เงิน เราทำเพราะอยากได้เงิน กับทำเพราะอยากหลุดพ้นมันคนละอย่างกัน ถ้าเราทำเพราะอยากหลุดพ้น เราเอาสติมาตรงจุดนี้เราจะไม่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวว่าจะต้องได้เท่านั้นเท่านี้

เราคิดเห็นแต่คนอื่นมากกว่า เรานึกถึงลูกค้ามากกว่า เวลาที่เรานึกถึงคนอื่นมากกว่าเรามันจะได้ดีนะคะ ได้ดีกว่าที่เราคิดว่า เราต้องได้ๆ”

“เวลาเราทำเราก็รู้อยู่แก่ใจใช่ไหมคะ ว่ามันสวยไม่สวย”

“ใช่ค่ะ คล้ายๆคนชมเราเกินเราก็รู้ คนตำหนิเราเกินเราก็รู้เพราะเรารู้ตัวเองดี ยายเคยมีนะคะ อันนี้สารภาพเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนนั้นเราฟุ้งซ่านจิตใจก็ไม่ดี ด้วยความอยากได้เงิน ยายก็เอาเสื้อตัวนั้นมาส่ง เพราะคิดว่าพอแล้วทำแค่นี้แหละ เพราะเราอยากได้เงินมากกว่า เราก็ส่งไปแบบลวกๆ เราก็ได้ค่าแรง 6 บาท อันนี้สมมตินะคะ

พอมาตัวที่ 2 ทีนี้เรากลับมาฟังธรรม มาดูจิตดูใจตัวเอง เสื้อแบบเดิม แต่สวยกว่าเดิม พอเสร็จเอามาส่งได้ 16 บาท 10 บาทนี่เพิ่มมาจากไหน ยายเลยได้ข้อคิดตรงนี้ว่ายิ่งอยากยิ่งไม่ได้ ด้วยความตั้งใจของเรา เจ้าของเขาก็รู้ ลูกค้าเขาก็รู้เหมือนกันว่าเสื้อตัวนี้เราตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ยายก็บอกเพื่อนช่างด้วยกันว่าอย่ารีบส่ง ทำให้มันดีก่อน มันก็ส่งผลดีกับทุกอย่าง เจ้าของเขาก็ได้ขายเสื้อ ไม่ต้องมาค้างสต๊อกไว้ เจ้าของเขาได้เงินเราก็ได้ เขาได้ชื่อเสียง เราก็ได้ เรามาพึ่งบารมีเขา

เราก็ต้องทำสิ่งดีๆให้เขา ถ้าจะบอกว่าลูกค้าเป็นพระเจ้า สำหรับยายเขายิ่งกว่าพระเจ้าค่ะ เพราะเขาเกื้อหนุนเรา เงินของเขาเขาจะไปซื้อแบรนด์อะไรใส่ก็ได้ แต่นี่เขายังมาเมตตาซื้อของเรา”

“เคยเจอลูกค้าที่ซื้องานเราไหมคะ”

“เจอค่ะ มีงานอยู่ชิ้นหนึ่งที่คุณเหมี่ยวไม่อยากขาย เพราะอยากเก็บไว้ให้คนอื่นได้ดู แต่เขาก็ตื้อเอาจนได้”

“ทำไมเขาถึงอยากได้มากคะ”

“มันเป็นครามในคราม เป็นการเล่าเรื่องของป่าภูพาน เป็นหุบเหว มีดอก มีใบ มีก้าน เราไม่ได้ตั้งราคาไว้ด้วย แต่ลูกค้าเขาให้เองเลยในราคาที่สูง”

“เหมือนซื้องานศิลปะเลยนะคะ”

ฉันนึกถึงงานศิลปะบางชิ้นที่ศิลปินไม่อยากขายแต่คนซื้ออยากได้ เพราะเห็นความงาม เห็นคุณค่า และว่ากันว่า งานศิลปะทุกชิ้นมีเจ้าของ บางชิ้นที่ยังขายไม่ได้ เพราะกำลังรอเจ้าของตัวจริงอยู่

“ตรงนี้นะ ต้องขอบคุณลูกค้ามากๆเลย ลูกค้าเขาไม่ได้มาปลูกป่ากับเราหรือมาร่วมอนุรักษ์กับเราก็จริง แต่ถ้าไม่มีลูกค้ากลุ่มนี้เราก็ขับเคลื่อนไปไม่ได้ ยายถึงรู้สึกขอบคุณมากๆ นึกถึงหน้าลูกค้าเวลาเราปักผ้าไปด้วย นึกถึงน้ำใจของพวกเขาที่มีให้ เขาซื้อเสื้อเราไม่ได้ช่วยแค่เราแต่เขาช่วยรักษาป่าภูพานด้วย เสื้อผ้าบางตัวไม่ได้ขายได้ง่ายๆ ในราคาแบบนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่มีกำลังซื้อ เราไม่ได้เห็นลูกค้าที่มีเงินเป็นพระเจ้า แต่เราเห็นว่าเขามีน้ำใจ เสื้อเลือกคน คนก็เลือกเสื้อ เวลายายเอาเสื้อไปทำ ยายไม่ได้คิดว่าจะต้องเสร็จเมื่อไหร่ ยายไม่รีบ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ทำนะ เราทำทุกวัน กลางคืนถ้าตื่นขึ้นมาเราก็ทำ ถ้าไม่มีแมลงกวน หรือบางทีตอนที่เราอยากทำ เราแทบไม่สนใจ อยากตอมก็ตอมไป เราก็ทำของเราไป นึกถึงลูกค้าที่มีความเมตตาเราค่ะ”

แต่ละวัน แต่ละฤดูกาล

“ตัวนี้คิดว่าจะใช้เวลาเท่าไรเสร็จคะ”

ฉันชี้ไปที่เสื้อที่น้ายืนกำลังปักระหว่างคุยกันไปด้วย

“3 เดือนโน่นค่ะ”

“3 เดือนเลยเหรอคะ”

“เราพูดเยอะไว้ก่อนดีกว่าค่ะ เสื้อแต่ละตัวที่อยู่กับยายจะใช้เวลา 2-3 เดือน ไม่ใช่ไม่ทำนะคะ ทำทุกวัน แต่มันไม่ถึงไหน มันรีบไม่ได้ค่ะ ถ้าเรารีบฝีเข็มเราจะเพี้ยนเลยค่ะ มันจะไม่สวย ฝีเข็มห่างก็ไม่สวย ถ้าลูกค้าเราได้ไปก็ไม่ดีค่ะ อย่างเสื้อตัวนี้เขากำหนดให้เสร็จภายใน 3 เดือน แต่ของยายอาจจะไม่เสร็จ เพราะยายนอนนา อยู่เถียงนา” น้ายืนพูดถึงบ้านที่อยู่ปัจจุบันนี้

“ถ้าหน้าหนาวจะเสร็จเร็วอยู่เพราะยายปักตอนกลางคืนด้วย ถ้าหน้าฝนจะทำไม่ค่อยได้ ตอนกลางคืนมันจะมีแมลง” น้ายืนเล่าถึงการทำงานตอนกลางคืนที่ต้องอาศัยไฟจากแบตเตอรี่

“ช่วงที่ยายอยากปัก ตอนช่วงเข้าพรรษา ยายจะได้เห็นแสงหิ่งห้อย แสงจันทร์ ได้ยินเสียงกบ เสียงเขียด เสียงอึ่งอ่าง ยายก็ประมวลเสียงนั้นมาลงในเสื้อ เสียงกบ อ๊บๆ ยายก็ฟังว่ามันเป็นเสียงอูมๆ ใหญ่ๆ ดอกของยายก็จะออกมาเป็นดอกอูมๆ ใหญ่ๆ เสียงเขียด จิ๊ดๆ เล็กๆ ยายก็จะทำเป็นดอกเล็กๆ แสงหิ่งห้อย ยายก็จะปักออกมาเป็นสี แสง สี เสียง ยายก็เอามาประมวลใส่เสื้อตัวนั้น เราเอาสิ่งแวดล้อมที่เห็นมาใส่ในเสื้อ จินตนาการให้มาอยู่ในเสื้อ”

น้ายืนเล่าถึงการหยิบสิ่งรอบตัวในธรรมชาติมาใส่ในงานปักผ้า แปรแสง สี เสียง ให้เป็นภาพ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ต่างจากการนำทัศนธาตุต่างๆ มารังสรรค์ผลงานของศิลปิน

“ช่วงที่ยายอยากปัก ตอนช่วงเข้าพรรษา ยายจะได้เห็นแสงหิ่งห้อย แสงจันทร์ ได้ยินเสียงกบ เสียงเขียด เสียงอึ่งอ่าง ยายก็ประมวลเสียงนั้นมาลงในเสื้อ เสียงกบ อ๊บๆ ยายก็ฟังว่ามันเป็นเสียงอูมๆ ใหญ่ๆ ดอกของยายก็จะออกมาเป็นดอกอูมๆ ใหญ่ๆ เสียงเขียด จิ๊ดๆ เล็กๆ ยายก็จะทำเป็นดอกเล็กๆ …

เราเอาสิ่งแวดล้อมที่เห็นมาใส่ในเสื้อ จินตนาการให้มาอยู่ในเสื้อ”

“ในความตั้งใจของเราก็จะมีจิตวิญญาณอยู่ในนั้น เรารับรู้ได้เลยว่าเสื้อมีชีวิต อยู่ในแต่ละจุด แต่ก่อนยายคิดว่าบ้านนอกเรา ไม่มีอะไร เกิดมามีแต่อยากโตแล้วอยากไปจากตรงนี้ ไม่อยากอยู่ พ่อพาไปเลี้ยงควายแต่เด็ก เสาร์ อาทิตย์จะดีใจที่จะได้ขึ้นภู เอายาไปใส่ให้ควาย มันจะมีหุบเหว เป็นก้อนเมฆลอยผ่านตัวเรา มีต้นไม้ใหญ่ ตอนเด็กไม่เห็นค่าเลย แต่มันก็ฝังอยู่ในใจ พอเรามาปักผ้าตอนอายุ 50 สัญญาเก่ากลับมาหมด เห็นภาพพ่อเคยพาไปลำห้วยนั้น เสื้อตัวนั้นเลยเป็นครามในคราม คือเป็นสีเดียว มองเหมือนหุบเหว เราสามารถจินตนาการได้ว่า นี้คือร่องน้ำ นี้คือควายกินหญ้า สัญญาเก่านั้นเราสามรถเรียกคืนมาใช้ในชีวิตประจำวันเราได้ในทุกวันนี้” น้ายืนเล่าไปมือก็ปักไป

“ส่วนมากยายจะทำงานได้ตอนกลางคืน มีเสื้อมะเกลืออยู่ตัวหนึ่ง ยายใช้ด้ายเส้นเดียว ปักเป็นแอ่งน้ำที่มีตะไคร่ ยายนึกถึงตอนพ่อทุบมะเกลือเอาให้ควายกิน แล้วก็ป้อนให้ยายกินด้วย มันเป็นยาฆ่าพยาธิ”

“รสชาติเป็นยังไงคะ”

“โอ้ยไม่อยากจะพูด ขม เปรี้ยว มีหมดทุกรสชาติ ก็คิดดูพยาธิตายนะคะ” สีหน้าตอนเล่าของน้ายืนยังเหมือนมีรสมะเกลือกลั้วอยู่ในปาก

“ยายปักเสื้อตัวนั้นตั้งแต่เที่ยงคืนจนตี 4 นึกเห็นแต่ตอนที่เราอยู่กับพ่อ เสื้อทุกตัวของยายมีเรื่องราว”

ในบทสนทนาน้ายืนพูดถึงพ่อบ่อยมาก แต่ก็เป็นเพียงพ่อในความทรงจำ เพราะท่านได้จากไปหลายปีแล้ว

บ้านน้ายืน

“น้ายืนมีลูกไหมคะ”

“มี 2 คน โตหมดแล้วค่ะ”

“ตอนนี้คืออยู่บ้านคนเดียว”

“ค่ะ ตอนนี้เราอยู่คนเดียวก็ได้ธรรมที่ว่าพึ่งตนพึ่งธรรม ไม่มีใครแก่แทนเราได้ ไม่มีใครเจ็บแทนเราได้ เลยเป็นการฝึกลดความยึดเหนี่ยว ความผูกพันนี้เหมือนเส้นบางๆ เล็กๆ แต่ทำไมผูกเราแน่น ยายเลยว่านี่แหละคือทุกข์ในครอบครัว รักร้อยทุกข์ร้อย รักสิบทุกข์สิบ ยายก็เลยอยากจะหลุดพ้น ถ้าไม่มีเรื่องนี้เราจะทุกข์น้อยลง ยายกำลังฝึกตรงนี้ เวลาจากกันจะได้ไม่ทำให้เราเศร้ามาก”
บทสนทนาพาให้เรามาถึงจุดที่ต้องนึกถึงมรณานุสติ

“ทำไมถึงมาอยู่นาคะ”

“เลิกกันกับสามีค่ะ เลิกกันแล้วตอนแรกยังอยู่ในบ้านที่สร้างมาแต่อยู่ในที่ของเขา แต่ว่าก็ลำบากใจ เราเลยย้ายไปอยู่ที่นา บ้านนั้นก็ยกให้เป็นของลูกไป ยายก็คิดว่าของที่ไม่ใช่ของเรา เราสร้างมาแล้วมันก็ไปได้ มันก็เป็นแค่สมบัติภายนอก ถ้าให้เลือกได้ยายก็ยังจะเลือกตรงนี้ค่ะ”

“บ้านนั้นสร้างเองเหรอคะ”

“สร้างเองค่ะ ตอนเราเพิ่งมีครอบครัวใหม่ๆ ยังไม่มีบ้านดีๆ ฝนตกฝนสาดตรงนี้เราก็พาลูกย้ายมาตรงนี้ พอสาดตรงนี้เราก็ย้ายลูกมานอนตรงนี้”

น้ายืนเล่าถึงวันที่มีลูกน้อยและบ้านที่สร้างให้พออยู่ได้ วันฝนตกต้องหอบลูกหลบฝนไปตามมุมต่างๆ ของบ้าน

“ถ้ามีเงินอยากมีบ้านเป็นอันดับแรก ตอนที่ไปเกาหลีกลับมามีเงินเลยชวนแฟนสร้างบ้าน เขาบอกว่าไม่สร้าง แต่เราอยากมีบ้าน สามีก็ช่วยนิดหน่อย เราก็ปลูกบ้านในที่ของเขา คนเป็นสามีภรรยาก็ไม่ได้คิดว่าของใครเพราะเราอยู่ด้วยกัน อยู่มาก็ระหองระแหงกัน ยายเลยย้ายไปอยู่นา

ตอนไม่มีธรรมก็คิดน้อยเนื้อต่ำใจที่ต้องมาอยู่ไร่อยู่นา แต่พอเรามีธรรม เราก็คิดว่าเราโชคดี พอตะวันตกดินหลังจากเอาควายเข้าคอกเราก็ได้เข้านอนเลย ได้อยู่ในที่อบอุ่น สุขไหนจะเท่าได้นอนเต็มอิ่ม บางทีมาเยี่ยมพี่น้องในหมู่บ้าน 2-3 ทุ่มเห็นเขายังต้องออกไปซื้อน้ำปูน้ำปลามาทำอาหารกิน ยายก็คิดว่าเราก็โชคดีไปอีกแบบ โชคดีที่ไม่ต้องยุ่งยากหากิน”

วิถีชีวิตของน้ายืน

“ตื่นมาปักผ้าทุกวันเลยเหรอคะ”

“ตื่นมาตอนเช้าก็ไปจุดไฟนึ่งข้าว แล้วพอสายๆ ก็ไปปล่อยควาย ไปกินหญ้า ทำนู่นทำนี่ แล้วก็มาปักผ้า ถ้าวันไหนใจไม่ดีก็ทำงานไม่ได้”

“อะไรที่ทำให้อารมณ์ไม่ดีบ้างคะ”

“มีเยอะอยู่ค่ะ บางทีแค่สวนข้างๆ ฉีดยาฆ่าหญ้าเราก็อารมณ์เสียแล้วค่ะ ทีนี้เราก็มาหลบภัยในงานของเรา ไม่เอาจิตส่งออกนอก เมื่อไหร่ที่เอาจิตออกนอก ถ้าไม่มีสมาธินี้เส้นด้ายจะยุ่งเลยค่ะ ทำยังไงก็ยุ่ง แต่ถ้าเรามีสมาธิจะมีความสุขนะคะ ดอกไม้ในผ้าเราจะเห็นมันยิ้มได้เลยนะคะ

“รายได้ทั้งหมดตอนนี้มีแค่การปักผ้าอย่างเดียวเหรอคะ”

“ค่ะ แต่ว่าปักผ้ารายได้ไม่ได้เลิศหรู แต่ว่าอยู่ได้นะคะ เพราะเราไม่ได้ใช้จ่ายอะไรมาก เงินปักผ้านี่เหมือนเงินทิพย์ แต่ก่อนมาปักผ้าเคยมีรายได้ 10,000 -20,000 แต่เดี๋ยวนี้ปักผ้าได้ 2,000-3,000 แต่ก็อยู่ได้ ถึงขนาดเหลือไปซื้อพันธุ์กล้าไม้นี่แหละค่ะ ยายว่าสำหรับยายนั้นกินก็กินน้อยลง ใช้จ่ายก็ไม่มาก”

“กินวันละกี่มื้อคะ”

“มื้อเย็นก็ไม่ค่อยกินแล้วค่ะ เรามาสังเกตดูถ้าไม่กินข้าวเย็นนี้ปักผ้าได้เยอะนะคะ เพราะมันไม่ง่วง”

น้ายืนใช้เศษผ้ารูดเส้นฝ้ายก่อนปัก แล้วใช้ขี้ผึ้งรูดอีกที ขี้ผึ้งที่ใช้รังผึ้งเก่ามาบีบให้เป็นก้อน

“อันนี้น้ายืนทำอะไรคะ”

“รูดฝ้ายให้ลื่น จะได้ไม่ติดผ้าเวลาเราปัก”

ช่างแต่ละคนจะมีเทคนิคและอุปกรณ์ส่วนตัวที่แตกต่างกัน เหมือนศิลปินแต่ละคนที่มีเทคนิคและอุปกรณ์ในการสร้างงานแตกต่างกัน ทำให้ฉันทึ่งในภูมิปัญญาของแต่ละคน

“เสื้อตัวนี้แบบมันดูธรรมดา แต่เราไม่หวงด้ายเราทำจุนเจือให้เจ้าของ ให้ลูกค้า เสื้อมันก็มีราคาขึ้นมา”

น้ายืนกางเสื้อลงบนพื้น ตอนนี้เสื้อขาวแขนยาวยังมีลายปักอยู่เพียงปลายแขนข้างเดียว ฉันพลอยตื่นเต้นไปด้วยว่าน้ายืนจะเนรมิตเสื้อธรรมดาให้ออกมางดงามเพียงใด ฉันใจจดจ่อที่จะได้พบน้ายืนในอาทิตย์ถัดไป

เขียนโดย ม่านเมฆา