ตอนที่ 1 : การปักผ้าคือชีวิตประจำวัน

ติดตามป้าดัด ช่างปักผ้า

ป้าดัดมารับผมด้วยเวลา 9 นาฬิกาตรงในตอนเช้า 

ระหว่างกำลังนั่งอยู่บนหลังรถมอเตอร์ไซค์ของแก
“บ้านป้าอยู่ไกลมั้ยครับ” ผมทักแกเพราะไม่มีทีท่าว่าจะถึง 
“วันนี้จะไปนานะ ที่เราเพิ่งผ่านมาตะกี้ แต่เดียวป้าเข้าบ้านไปเอาของก่อน” ป้าดัดตอบกลับเบาๆ

พอถึงบ้านป้าดัด ผมทัก “บ้านป้าอยู่ติดวัดเลยนะครับเนี่ย”

“ใช่ๆบ้านป้าติดวัด อันนี้เป็นวัดใหม่ ที่มาแวะบ้านเดี๋ยววันนี้จะไม่ได้เข้าบ้านแล้ว เลยมาเอาของสักหน่อย ปกติก็ใช้ชีวิตอยู่นา บ้านนี้ถ้าลูกสาวไม่กลับมาก็ไม่ได้อยู่เลย” แกตอบกลับมา

ผมเริ่มสงสัยในใจว่าคนแถวนี้ทำไมชอบใช้ชีวิตอยู่นากัน
เพราะเมื่อวานซืนนี้ผมได้ไปหาพี่บวบ ติดตามชีวิตในซีรี่ย์ทำอยู่นี้ แกก็อยู่นาเป็นหลัก

แกชี้นิ้วไปให้เห็น “นี่ จ๋อมอยู่บ้านนี้” พอออกมาอีกนิดป้าดัดก็ชี้ “ส่วนหลังตรงนั้นบ้านโส” 
ผมก็ “อ่อ เข้าใจแล้ว” ถึงว่าตอนมีมินิซีรีย์นี้ที่ให้ติดตามช่าง พี่โสกับพี่จ๋อมได้รวบสัมภาษณ์ด้วยกัน
ซึ่งทั้ง2คนนี้ก็เป็นช่างปักฝีมือดีของภูครามเช่นเดียวกัน

เช้าวันนี้เป็นวันที่เปิดลงทะเบียน ‘โครงการไทยช่วยไทย’ ที่รัฐบาลเพิ่งออก
โครงการมาพอดีและผ่านจุดชุมชนที่ชาวบ้านมาลงทะเบียนกันมากมาย

ผมจึงถามป้าดัดไปว่า 
“ป้าลงทะเบียนแล้วหรือยังครับ วันนี้มีลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสนะ ได้ตั้ง 4000 บาท
นะครับ แต่ไม่ใช่คนละครึ่งแล้วนะป้า ครั้งนี้ได้ 60%”

“ป้ามีบัตรอยู่แล้ว (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)” ป้าดัดตอบ

ป้าดัดขับลัดเลาะเข้าไปยังที่นา ผ่านสวนมันสำปะหลัง สวนยางพารา และสวนมะเขือเทศ
แกบอกว่าเป็นของคนที่แกจ้างมาลงข้าวทำนาวันนี้และทักทายเพื่อนบ้านระหว่างทาง

พอถึงนา ป้าก็บอกให้ตามป้ามาเพราะมันมีหมา 2 ตัว ตัวนึงชื่อ “เฉาก๊วย”
และอีกตัวชื่อ “ตั่ง” ป้ากลัวผมจะโดนมันกัด

ป้าวางถุงสะพายที่มีเสื้อตารางสีฟ้าครามอ่อนลงและหยิบด้ายม้วนใหญ่ลงนั่งสบายๆบนเปลญวน
ส่วนตัวผมเองก็เดินไปนั่งบนแคร่ไม้ที่แกใช้นอนเล่น นอนหลับเวลาอยู่ที่นา 

“ป้าชอบปักที่เปลหรอครับ”

“เฮามีที่เอน ที่รองก้นพร้อม นั่งเฮ็ดอยู่ตรงนี้ จนค่ำจนมืด บ่มีทางไป ปักอยู่ตรงนี้ งัวก็แฟนเพิ่นเลี้ยงไว้ เพิ่นทำนา ทำสวนมัน ร่างกายเฮาไม่ค่อยแข็งแรง เปลื่ยนหัวสะโพกเทียมก็เลยทำงานหนักไม่ได้ แฟนก็ผัวใหม่ พ่อเพิ่นหนุงหนิงนั้นเสียแล้ว”

“แล้วมาปักผ้าช่วงไหนครับ”

“แฟนเก่าเสียได้เดือนครึ่งก็ไปปักผ้าแล้ว ปกติไม่เคยหาเงิน ป้าเป็นแม่บ้านทำกับข้าวกับน้ำอยู่นา ไม่เคยได้เงินสักบาท แฟนเสียก็เปลี่ยนเลย เพราะเราไม่แข็งแรง เขาเลยไม่ให้เราทำแต่ก่อน”

‘ป้าดัดเป็นคนพูดอีสานอย่างเดียวและเสียงไม่ดังมาก ผมต้องตั้งใจฟังตลอดที่นั่งคุยกับแก’

“อยู่นี้เย็นมั้ย อยู่นา” ป้าดัดถาม

“เย็นมากครับ ไม่ร้อนเลย ต่างจากแดดข้างนอกมาก อยากนอนเล่นทั้งวันเลย”
ป้าดัดได้ยินที่ผมพูดว่าอยากเอนจึงลุกจากเปลแล้วไปหยิบหมอนใบเล็กๆมาให้ผมหนึ่งใบ

ป้านั่งๆอยู่ก็หยิบมือถือจากกระเป๋ามาให้ดู
“นี้ลูกสาว เพิ่น 27 ปีนี้ เขาเป็นพยาบาลอยู่สาธารณสุข หน้าคือแม่อยู่บ่”

ผมตอบ “รุ่นๆเดียวกับผมเลย สวยนะครับเหมือนป้าเลย”
แกบอกว่าลูกสาวแกไปรับตำแหน่งอยู่อ่างทองปีนึง แล้วก็ย้ายมานี่ กลับมาอยู่บ้าน
“คือพ่อเด้ เพิ่นหน้าเหมือนพ่อ”
ป้าพูดต่อพร้อมกับโชว์รูปแฟนเก่า
“คือยังหนุ่มดี เขาเสียตอนอายุ 42 ปี นี่พ่อเพิ่น”

“เขาชื่ออะไรเหรอครับ” ผมถามถึงชื่อลูกสาว

“หนุงหนิง ชื่อจริงเขาชื่อชัญญา”

“อันนี้ก็สวนป้าเหรอครับ”

“แม่น สวนมันปี (มันสำปะหลัง)”

“ที่ตรงนี้มีกี่ไร่ครับ”

“ของป้า 37 ไร่ 2งาน หน้าตรงขึ้นไปเลย มีมันสำปะหลัง และมีนา”
ป้าใช้มือกวาดชี้ให้ดูที่ดินของป้า

“อย่างมันนี้ต้องจ้างคนมาลงเหรอครับ”

“ใช่จ้างมาปลูก ยามพ่นก็จ้างคนพ่นยา”

“มันนี้ราคาเท่าไหร่ครับ”

“มันได้โลละ 2.50-2.70 บาทเอง มันไม่ค่อยได้เป็นราคา ของเกษตรกรไม่มีอะไรมีราคาเลย น้ำมันก็แพ๊งแพง ข้าวก็ถูกมาก ปกติจ้างทำนาปีละหมื่น ตอนนี้ก็มาหมื่นสาม เขาต้องขึ้นค่ารถเขา ต้นทุนทำข้าวมันแพง ก็ทำไว้แค่เฉพาะตัวเองกิน” 

“แล้วนาป้าปกติปลูกข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวครับ”

“ลูกสาวกินข้าวเจ้า เขากินข้าวเหนียวไม่ได้ ปลูกไว้ให้เขา ข้าวเจ้าประมาณ1ไร่ ที่เหลือข้าวเหนียวหมด”

“เจ้ามีครอบครัวแล้วบ่” ป้าดัดถามผมกลับ 

“เพิ่งมีจะแฟนครับ ยังไม่ได้แต่งงาน”

“เพิ่นคนหม่องได๋” ป้าถามต่อ

“กรุงเทพครับ เมืองใหญ่เลย” 

“เจ้าคือซื่อสัตย์นะ” ป้าดัดพูดพร้อมยิ้มหัวเราะ 
“เจ้านี้มาจากไหน” 

“พัทยา ชลบุรีครับ ที่มีทะเล อยู่ใต้กรุงเทพ”

“บ้านเกิดเลยไหม” ป้ายังคงถามอยู่

“ใช่ครับ วุ่นวาย ฝรั่งเยอะมาก เป็นเมืองท่องเที่ยว คนเยอะมากเหมือนๆกรุงเทพเลย ผมไม่ค่อยชอบ”

“ก่อนหน้าที่ทำงานหนักที่บอกนี้ทำอะไรมาก่อนครับ” ผมถาม

“ก็เฮ็ดสวน ดำนา ไม่ได้หยอดข้าวเหมือนทุกวันนี้ จกกล้า เฮ็ดไปเฮ็ดมาก็ย่างไม่ได้ ตั้งแต่สมัยนู้น” ป้าดัดบอกว่าอยู่ไปอยู่มาก็เดินไม่สะดวก

“แล้วเกิดสกลนครเลยไหมครับ”

“ใช่ๆ” ป้าตอบ

“เหมี่ยวอยู่มั้ย” ป้าถามถึงพี่เหมี่ยว เจ้าของภูครามขึ้นมา

“พี่เหมี่ยวเข้าเมืองไปทำธุระครับ น่าจะกลับช่วงเย็นๆผมคิดว่า”

“ค่ำก็นอนนี้เลยหรอครับผม”

ผมถามเพราะหันไปเห็นเครื่องนอนบนแคร่ที่ตัวเองนั่งอยู่
“เมื่อยอยู่ปักผ้า ต่อให้ไม่ได้ออกแดด ก็เมื่อยอยู่ดี” ป้าพูดขึ้นมาขณะนั่งปักอยู่เงียบๆ

ระหว่างที่ผมกำลังนอนเล่นและคุยเล่นกับป้า
ป้าดัดก็ลุกเอาแตงโมที่ฝานไว้กับมะม่วงบ้านมาให้

ชีวิตป้าดัด

ก่อนทำงานภูคราม

“ที่ได้เข้ามาอยู่ภูครามนี้แหละที่แฟนเสีย ลูกก็เพิ่งขึ้นปี 1 เสาหลักเฮา ไม่มีคนพาหาเงิน ก็เลยต้องหาเงินได้เข้ามาอยู่ภูคราม แฟนเสียได้ เดือนกว่าๆจึงต้องมาปักผ้าอยู่ภูคราม ลูกก็กำลังเรียนด้วย ก็ไม่รู้หรอกจะช่วยได้หมดไหม แต่ว่าก็กลัวไม่มีรายได้เข้ามา ทำใจยากอยู่นะ ปีนึงยังร้องไห้อยู่ ลูกสาวก็ไปเรียน อยู่บ้านหลังนั้นแหละ ตอนเย็นเศร้าจะโทรหาลูกก็โทรไม่ได้ กลัวลูกไม่มีสมาธิเรียน ไม่อยากให้ลูกห่วง แต่พอได้แฟนใหม่มา เขาก็ช่วยหาเงินหาค่ำส่งลูกเรียนจนจบ”

“เขาป่วยเป็นอะไรหรอครับ”

“หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน บ่ได้เป็นหยัง คือวูบนั้นแหละ คืออ้วนๆตันๆ ก็เช้าไปทำงานตรงข้ามจะมีโรงอิฐหินปูทรายนั้นล่ะ ยามเช้าเพิ่นก็ใส่บาตร ก็ไปเข้าเวรงานนั้นและ แล้วก็ตายเลย หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ปีนั้นคนเป็นกันหลายอยู่ โรคนี้ ภาษาบ้านนอกเฮาก็หาว่าปอบ เพิ่นพาเว้าก็เว้า ภาษาแพทย์ภาษาหมอก็หัวใจล้มเหลว ก็โทรไปหาลูกสาว มาบ้านมั้ยพ่อป่วยหนัก เขามาแล้วก็เห็นเขากางเต๊นล้มหมอ แล้วพ่อคือเสียเลย บ่ได้เป็นหยัง” ป้าดัดเล่าว่าลูกสาวมาไม่ทันได้ดูใจพ่อ

ป้าสู้ปักผ้าเดือนละ 7,000-10,000 บาท ก็ได้ส่งลูกเรียน ลูกป้าก็ต้องไปทำงานกลางคืน ไปเสิร์ฟอาหารในร้านกับข้าวช่วงเรียน ต้องดิ้นรน ลำพังแต่แม่หาก็ได้บ่หลาย เพราะป้าไม่ได้ขายที่ดินตรงไหนเลย”

ป้าดัดกับภูคราม

“ตอนแรกจากที่คิดว่ามาทำภูครามแค่ได้ค่าน้ำค่าไฟก็ยังดี ไม่คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ มันอยากลืมความทุกข์ อยู่แต่ห้องแต่ไห อยากเอางานปักผ้ามากลบความทุกข์ของตัวเอง มันก็ช่วยได้อยู่ ทีแรกก็คิดว่าถ้าลูกเรียนจบก็จะไม่ทำแล้ว มันคร้าน ทีแรกที่ตัวเองไปเห็นก็ไม่ชอบ ไม่มักจะเฮ็ด ไห้ไป ป้าบิดูเราก็รับไว้ซื่อๆดอก บัดนี้เฮาขาดมันไม่ได้ จะทำอะไรก็มืด ถ้ามีอันนี้ทำสักนิดก็ยังดี ก็เพลินไป มีอันนี้ก็ทำจนมืดจนค่ำ เพราะตัวเองไปทำนาทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ร่างกายไม่แข็งแรง เดินไม่ค่อยจะได้ตอนผ่าตัดเปลื่ยนหัวสะโพก ย่างไม่ค่อยได้ มันเจ็บต้นขา” 

“มันเป็นเองหรอครับขานี่”

“แม่น ตั้งแต่ลูก (หนุงหนิง) ยังน้อย ตอนนี้เขา27 ผ่าตัดมานานแล้ว ทำสวนทำนามันก็เจ็บขึ้นเอง”

“แล้วแรกๆใครสอนป้าปักผ้าครับ”

“ไข่ดาวเป็นคนสอน เขาเคยอยู่ภูคราม เขาเป็นคนปักเก่งปักสวย แรกๆเราเข้ามาป้าก็ปักไม่เป็น ป้าเป็นคนไม่มีพื้นฐาน ไม่คิดว่าจะปักได้เลย สถานการณ์บังคับ หัดไปเรื่อยแหละ เขาก็ให้ปักเสื้อ แรกๆช่างปักเป็น 150 คนเลย เดียวนี้เหลือไม่ถึง 50 คน แต่ก่อนภูครามอยู่หลังแรกติดถนนไม่ใช่หลังนี้ติดกันกับบ้านหมอพรรณ บางครั้งก็ท้อ เวลาไม่มีอะไรทำ ก็เอาผ้ามาปัก แรกๆคิดทุกวันต้องได้เงิน ทำไปเรื่อยๆ มีงานอะไรก็ทำ ปักแล้วก็ดูโทรศัพท์ไปด้วย ถ้ามีเรื่องให้คิดนี่ปักไม่ได้เลย เรื่องในครอบครัว มันอยากหาย ปักไม่ได้เลย การปักแต่ละคนไม่เหมือนกัน เก็บด้ายไม่เหมือนกัน ต้องเก็บให้ดีไม่ให้มันหลุด ต้องทำปมไว้  บางคนกลัดไปกลัดมาก็อยู่แล้ว แต่ตัวนี้ป้าใช้วิถีโยงเลย 2 ดอก ไม่ต้องตัดโยงได้แต่ใกล้ๆ”

“ป้าปักเร็วจังครับ”

ป้าดัดชี้ดอกไม้บนเสื้อที่กำลังปักอยู่ให้ดู
“เขาไม่ได้สอนดอกอื่น เขาสอนดอกนี้ สีขาวรวด พอดอกที่สองก็ให้ลองใส่สี ดอกนี้อะดอกแรกที่ตอนเข้าไปอยู่ภูคราม ตอนอยู่แรกๆทำไม่กลม เพิ่นก็ให้เป็นการบ้าน 5 วันกว่าป้าจะปักพอกลม ถ้าไม่กลมเขาไม่เอางานให้นะ พอ 5 วันพอไปได้จึงเอางานให้ ปักผ้าพันคอทำเป็นเดือนนู้นกว่าจะได้ เราไม่เคยทำ พอปักผ้าพันคอได้ 4-5 ผืนแล้ว เขาจึงให้ลองปักเสื้อต่อ แรกๆปักเสื้อไม่มีความมั่นใจเลยไปๆมาๆขาดไม่ได้แล้ว ทีแรกไม่คิดจะชอบมัน เต็มที่กับมัน แรกๆคิดรีบๆส่งงานจะได้ได้เงินไวๆ งานไม่งามก็ไม่เป็นไร แต่เดียวนี้ไม่ได้ ต้องคิดตลอด”

ปักดอกขาวกลม “ดอกแรกที่ภูครามสอน”
“ป้าเข้าป่ากับภูครามบ่อยไหมครับ”

“ก็ไปครั้งเดียว ไปดานหิน เพราะขาข่อยเป็นแบบนี้ ดอกไม้ในดานหิน เสื้อก็ปักมาแล้ว” 
แล้วแกก็โชว์เสื้อมาสเตอร์พีซดอกไม้เต็มตัวจากมือถือให้ดูพร้อมกับบอกว่า

“ตัวนี้ของป้า ป้าปัก ตัวนี้คือให้ไปเดินดูดอกไม้ในดานหิน เพิ่นว่าให้เลียนแบบธรรมชาติ ให้เบิ่งแล้วให้ปักออกมาแบบนี้ ข่อยไม่ค่อยเดินป่าหรอก เพราะขาข่อยไม่ค่อยดี”

“ตัวนี้ใช้เวลาปักนานมั้ยครับ” ผมถามตัวมาสเตอร์พีซที่แกเพิ่งโชว์ให้ดู

“เดือนกว่าๆ แล้วก็มีหลายตัวอยู่ที่ปักเต็มตัวปีนี้”

“อย่างงี้ป้าส่งงานทุกสัปดาห์มั้ยครับ”

“ใช่ๆยกเว้นปักติ้วตัวนั้นแหละ มันตัวใหญ่ มันต้องปักแทรกมันเลยช้า ปักแล้วก็ต้องมาปักอีก ดอกมันมีหลายชั้นมันก็เลยช้า ใช้เวลา ก้อนเมฆกับดอกติ้วน่ะ ต้องคิดด้วยตัวนั้น ปวดสมอง”
ป้าดัดพูดให้ฟังถึงเสื้อเชิ้ตที่ได้นำไปขายที่งาน Craft Bangkok
ภายใต้คอลเล็กชั่นล่าสุด When the clouds meet flowers

“ป้าดัดสนิทกับใครในภูครามบ้างครับ”

“ก็สนิทหมด มันเป็นเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่งนะอยู่นั้น ข่อยเว้าได้เลยถ้าไม่มีภูคราม ข่อยไม่มีมื้อนี้ ตั้งแต่แฟนเสีย ภูครามดึงเฮาขึ้นตอนบ่มีผู้ใดดึงจากตอนเฮาล้ม มันบ่แม่นทั้งหมดก็ตาม ช่างนะที่ข่อยเว้า เว้าถึงเหมี่ยวแล้วข่อยตื้นตันใจ น้ำตาเฮาไหลเด้ ดึงเฮาขึ้น แล้วก็คนหลายๆคนที่ชวนไปทำงานนำที่อื่น เพราะว่าคนที่อยู่ภูครามเขาสิเฮ็ดงานละเอียด เขาว่าไปเฮ็ดนำกัน ไปปักผ้านำกัน ข่อยยังบ่ออกจากภูครามอยู่ข่อยเว้า เขาอยากได้ช่างออกจากภูครามเพราะว่าปักละเอียด ข่อยไม่ไป ถ้าเลิกที่นี่ก็คือเลิก”

“แล้วป้าออกไปข้างนอกบ้างมั้ยครับ”

“ไม่ค่อยได้ไป ข่อยมักธรรมชาติแบบนี้ (หมายถึงนาของแก) ก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่ที่เห็นนั้นล่ะ ก็ปิดไว้แบบนั้นแหละ ยิ่งไปเที่ยวไม่ได้ไปเลย ลูกสาวชวนแต่ป้าไม่ชอบ แต่ไปธุระป้าไปอยู่”

ลุงเทิง แฟนใหม่ป้าดัด

คุยกับป้าดัดอยู่ ลุงเทิงก็เดินเข้ามา คนที่ไหนล่ะหนุ่ม 
“อยู่พัทยา ชลบุรีครับ” ผมตอบ 

“โอ้ย…ลุงเคยทำงานอยู่ที่นั้นชลบุรี 29 ปี ผมเพิ่งมาอยู่บ้านได้ 10 ปีนี้เอง แต่ก่อนอยู่แถวบ้านบึง-พานทอง เฮ็ดกระเป๋าเดินทางล้อลากส่งออก แถวพัทยา-บางแสนนี้ผมไปหาปูตลอด เวลาน้ำลง” แล้วแกก็พูดถึงแถวนั้น
“บางแสนนี้ผมรู้จักทุกซอกทุกมุม บางพระ สวนเสือบ้าง เขาเขียวบ้าง ถนนทุกเส้นผมลัดหมด
แต่ก่อนมันไม่มีมอเตอร์เวย์เนอะ ผมไปอยู่ตั้งแต่เส้นบ้านบึง-พานทอง ยังไม่เทคอนกรีตเลย แถวนั้นมันไกลปืนเที่ยง
แถวนั้นโจรเยอะ สมัยผมคนอีสานไปตายแถวนั้นเยอะ พอลูกเรียนจบผมก็กลับมาอยู่บ้าน ทำงานอยู่บ้านเราไม่สามารถส่งลูกเรียนได้นะ ลูกผมจบปริญญาโทอยู่มหาวิทยาลัยบูรพา อีกคนก็จบตรี” 

ลุงเทิงเล่าให้ฟังว่าไปอยู่ตั้งแต่บางแสนแต่ก่อนแถวนั้นต้องถมทะเลจากเขาสามมุก แต่ก่อนมีแต่ป่า ไปจอดรถข้างในป่า แล้วไปหาปูเวลาน้ำลงตลอด

ขณะฟังลุงเทิงพูดอยู่อย่างเมามัน
“อย่าเว้ากะลุงหลาย ลุงมันคุยเก่ง” ป้าดัดทักขึ้นมาแซว

“ถ้าไม่ทำงานก็ไม่สามารถส่งลูกเรียนจบได้หรอก บ้านเรามันไม่มีเงินเดือนหรอก มันมีแต่เงินปี ข้าวก็ขายได้ไม่เท่าไหร่ ก็ได้แค่ซื้อเกลือ น้ำปลา ผงชูรสแค่นั้น”

ก่อนกลางวันซักประมาณ 11 โมงระหว่างที่ผมนอนเอนไปกับลมเย็นบนแคร่ไม้ที่เถียงนา ลมพัดโชยๆ 

ผมตื่นขึ้นมาหลังจากงีบหลับพักผ่อนได้สักระยะหนึ่ง ก็เห็นป้าดัดย้ายมาปอกฟักเขียวอยู่ตรงครัวของแก เตาฟืนนาป้าดัดเป็นแบบง่ายๆ มีเครื่องปรุงอยู่ไม่กี่อย่าง และปกติแล้วป้าดัดก็จะทำครัวที่นี้เกือบทุกมื้อ น้อยมากที่จะไปซื้ออะไรกิน

ผมเดินตรงไปหาป้าแล้วถาม “กลางวันนี้ทำอะไรกินครับ”
“แกงฟักหมูสามชั้น กินเป็นมั้ย” ป้าดัดตอบพร้อมรอยยิ้ม

“เป็นครับผมชอบมากเลย แกงแบบๆนี้”
ผมตื่นเต้นมากเพราะเป็นเมนูที่ผมชอบเป็นพิเศษ

พออาหารทุกอย่างเสร็จ เที่ยงแกก็เรียกกินข้าวล้อมวงบนแคร่มีอีก 2 อย่างเพิ่มเติม นั้นคือ “ส้มตำปลาร้ากับหมูยอย่าง” พวกเรานั่งกินกันแบบใช้มือจกข้าวเหนียวคู่กับข้าวเลย เป็นประสบการณ์ที่เคยทำแต่ไม่บ่อยของผม กับการได้กินง่ายๆแบบนี้ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องมีจานชามช้อนส้อมให้ยุ่งยาก ผมรู้สึกสบายใจและเป็นส่วนหนึ่งของที่แห่งนี้

ผมกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมกับคุยเล่นกับป้าและลุง

“กินเลยนะไม่ต้องเกรงใจ ไม่พอเดียวไปตักให้เพิ่ม”
ป้าดัดพูดขึ้นมาเพราะเห็นผมมีความสุขกับการกินและซดน้ำแกงมาก

ก่อนลุงเทิงจะกลับไปทำงานและผมก็หยิบเก้าอี้ไปนั่งคุยกับป้าดัดแบบใกล้ๆ

ป้าดัดพูดขึ้นมา ขณะปักผ้ากำลังตัวนี้อยู่
“ตัวนี้ปักได้ 2-3 มื้อแล้ว ปักเรื่อยๆ ที่ปักอยู่นี้มันเส้นน้อยจะละเอียดกว่าเส้นใหญ่อยู่
‘ตัวนี้ก็ปักกระจายๆไปก่อนและจะต้องทำก้านทำใบ ใบก็สีเขียวก้านก็อีกสีหนึ่ง เอาดอกสีขาวหมด’
จะว่าไปเดียวนี้ไม่ค่อยได้งานหรอก ตัวเองก็ไม่ค่อยสบาย ต้องกินยาเบาหวาน วิงเวียนจะเป็นลมอยู่เรื่อยๆ เดียวนี้ทำตอนกลางคืนก็ไม่ได้ แต่ก่อนอาทิตย์หนึ่งได้อยู่ 2-3 ตัว เดียวนี้อาทิตย์หนึ่งได้ 1 ตัวก็ไม่ค่อยได้ ทำอยู่อย่างนี้แหละเมื่อยก็นอน”

“เวลาปักผ้าก็ปักเงียบๆแบบนี้มั้ยครับ”

ป้าดัดยิ้มหัวเราะพร้อมกันบอก
“ก็เบิ่งหนังซีรี่ย์จีน ซีรี่ย์เกาหลี เพิ่นนั้น ก็เป็นจังซั่น ดูไปดูปลายเข็มไป ดูติ๊กต๊อก บางเทื่อก็โทรหาหมู่ หมู่ภูครามนี้แหละ”

“ป้าปักเร็วมากเลยครับ”

“ป้าก็ปักแบบนี้แหละเร่งไม่ได้ มันงานฝีมือ จะต้องเสร็จแบบนั้นแบบนี้ มันทำไม่ได้”

“วันๆนี้ปักถึงมืดถึงค่ำเลยมั้ยครับ”

บางวันก็ได้เยอะอยู่ แต่ก็ได้อยู่บางวันถึงเช้า ช่วงหนึ่งบางวันก็นอนไม่หลับ

“เป็นเบาหวานนานยังครับ”

“เพิ่งจะเริ่มเป็นได้ 4-5 เดือนนี้ เพิ่งจะได้กินยา”

“ปกติชอบกินหวานหรอครับ”

“อ้อป่าวแม่เป็น เป็นกรรมพันธุ์ บ่มักเลยกินของหวานนี้ ยกเว้นกินข้าวเหนียวล่ะ กินเช้าแล้วก็เที่ยง แต่พอตอนแลงกินข้าวเจ้า”

ลุงเทิงกลับมาและยิ้มให้ผมอีกที

“สบายใจเลยนะหนุ่มอยากได้อะไรก็บอก ไม่มีเวลามาเล่นมาอะไรด้วย แถวบ้านนอกบ้านนา บริสุทธ์ใจ
ไม่ต้องกลัว ไม่มีสวมหน้ากาก เปิดอกคุยกัน บ้านใกล้เรือนเคียงมีอะไรก็วิ่งหากันได้หมด
จะเดินผ่านไปทางไหนก็ไม่มีใครว่า” 
ลุงเทิงพูดอย่างเต็มปากเต็มคำเสียงดัง

ลุงเทิงเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ที่เคนอยู่ชลบุรีแต่ก่อน 
“ป้าด !! ครั้ง 1 ครั้ง 2 เข้าไปกลับรถบ้านเขา ครั้งที่ 3 ทำป้ายที่ส่วนบุคคลห้ามเข้า ไปหาส่องกบส่องเขียดนี้ถ้าไม่รู้จักเขา เข้าไปเขาตะโกนว่าเลย เคยเผลอเข้าไป ลูกปืนยิงเลยแถวบ้านบึง แต่ที่นี้ไม่มี แถวนี้ญาติพี่น้องกันหมด อยากเดินไปไหนก็ไปได้เลย ตี 2 ตี 3 มอไซค์วิ่งกันเป็นสิบเขาไปหาเห็ดกัน ช่วงหน้าเห็ด”

“มีเห็ดอะไรบ้างครับแถวนี้”

“มีเห็ดตะไค เห็นโคนหลายชนิด เห็ดระโงก ว่างๆจะพาไปเก็บเห็ดอยู่”

ลุงเทิงเล่าต่อให้ฟังต่อว่า
“ป้าดัดเป็นคนซื่อมาก ซื่อจนงง น่าสงสาร ประจบประแจงไม่เป็น ไม่สร้างภาพ
ไม่อะไรทั้งนั้น คนตรงๆ แต่ลึกๆแล้วเป็นคนใจดี คนเมืองข้างนอกจะคิดว่าเป็นคนพูดไม่มีน้ำเสียง แต่ญาติพี่น้องนี่ไม่มีใครเกลียด”

“แดดร่มเหรอสิจะกลับ” ป้าดัดพูดออกมา

“คงไม่ถึงตอนเย็นครับ เดียวต้องกลับไปทำงานที่ค้างอยู่ ให้ป้าปักเสร็จดอกนี้ก่อนก็ได้ครับ” ผมตอบ

ก่อนกลับป้าดัดหยิบกล้วยน้ำหว้าจากนาแกให้ 2 หวีใหญ่ๆ พร้อมกับบอกว่า 
“เหมี่ยวน่าจะกลับมาแล้วใช่ไหม เอาไปกินกันนะ ไปฝากพี่เหมี่ยว”

โปรดติดตามตอนต่อไป…

เขียนโดย นมสด