ตอนที่ 1 : มนต์เสน่ห์ภูหลังดำของพี่โส

ติดตามพี่โส ช่างปักผ้า

ฝนพรำมาตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง ฉันตื่นขึ้นมาเห็นนาฬิกาเป็นเวลาหกโมงครึ่ง รีบอาบน้ำเก็บของรอเจอ ‘พี่โส’ และ ‘พี่จ๋อม’ แกบอกฉันว่าวันนี้จะพาไปเข้าป่า ทำเอาฉันตื่นเต้นลุกขึ้นมาเตรียมตัวแต่เช้า ถึงเวลาเกือบเก้าโมงฝนก็หยุด ฉันนั่งทำงานรอเวลาที่พี่ ๆ จะมารับ ไม่นานนักพวกแกก็เดินทางมาถึง ทั้งคู่เข้ามาทักทายทีมภูคราม แล้วก็เรียกฉันไปขึ้นรถกระบะคันเก่งของพี่จ๋อม

“หนูนึกว่าจะไปด้วยมอเตอร์ไซค์ซะอีกค่ะ”

“พวกพี่กลัวฝนตกกัน” พี่โสตอบ ส่วนพี่จ๋อมก็เดินไปขึ้นรถฝั่งคนขับ

“วันนี้ฝนตกแต่เช้าเลยค่ะ” ฉันพูดหลังจากทุกคนขึ้นรถมากันครบ

พวกเราขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านยางโล้น ซึ่งอยู่ถัดไปจากบ้านนางเติ่ง ออกจากภูครามไปทางซ้าย ระหว่างสองข้างทางเป็นทุ่งนาสีเขียวขจี อีกทั้งยังมีนาหลายแปลงที่เพิ่งไถเตรียมดินไว้รอหว่านเมล็ด ฉันมองไปก็มีวัวและควาย บ้างยืน บ้างนอนหลบใต้ร่มไม้ ระหว่างทางพี่ ๆ แกก็เล่าให้ฟังว่าที่บ้านยางโล้นนี้มียายยืน ป้าดัด กับนุ่มนิ่ม ที่เป็นช่างของภูคราม

ฉันก็ได้พูดคุยกับพวกแกบนรถคร่าว ๆ

“ได้ยินพี่เหมี่ยวแกบอกว่า พี่ ๆ เคยปักงานที่อื่นมาก่อนจะมาอยู่บ้านภูครามด้วย พี่ ๆ ทำมาด้วยกันไหมคะ”

“คือพี่น่ะเป็นคนสนใจงานเย็บมือ” พี่โสเริ่มเล่าเรื่องราว “พอได้เห็นป้าดัดแกทำงานปัก ก็เลยหัดนำยูทูป แรกเริ่มก็ปักไปเรื่อย ๆ จนได้เอางานไปให้เขาเบิ่งเขาก็โอเค เราก็รับจ้างไปเรื่อยเพราะว่าช่วงนั้นภูครามเขายังไม่ได้รับพนักงาน รับจ้างไปปี สองปี รายได้ก็ได้อยู่ดอก แต่เฮาก็อยากไปไกลกว่าฮั่น อยากปักงานท้าทายน่ะ”

“อืมม เข้าใจเลยค่ะ” ฉันพยักหน้ารับ

“ได้เห็นป้าดัดปัก มันได้เงิน แล้วก็อิสระดี” พี่โสว่าต่อ “ส่วนพี่จ๋อมน่ะ แกเห็นพี่ปักแล้วอยากจะเรียน คือจ๋อมกลับมาอยู่บ้าน ยังไม่มีงานทำ พี่เลยสอนให้เป็นอาชีพติดตัว พอทำแบบนี้เราก็หาเงินได้ อยู่กับลูกได้ เธอก็เลยปักนำพี่มาเรื่อย ๆ ”

ฉันนั่งฟังเรื่องราวการเริ่มต้นงานปักของทั้งพี่โสและพี่จ๋อมอย่างตั้งใจ

“จนตัดสินใจมาภูคราม พี่เหมี่ยวแกเปิดรับสมัคร จริง ๆ แกอยากรับคนที่ยังไม่เป็นงาน แต่พวกพี่น่ะเป็นงานมาแล้ว ก็เลยคุยกับพี่เหมี่ยวตรง ๆ ว่าเคยรับงานมานะ แต่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นภูครามไหม… พี่เหมี่ยวแกก็บอกว่า ‘ถ้าปักกับที่นี่ก็อยากให้เป็นคนของภูคราม และมีความเป็นภูครามนะ’ ตอนแรกพี่ไม่คิดว่าพี่เหมี่ยวแกจะให้ทดลองงานนะ แต่แกก็เปิดใจ” พี่โสเล่าให้ฟังพลางเขยิบตัวนั่งให้สบายขึ้น “แกก็ว่า ‘มีอะไรใส่ให้เต็มที่ไปเลยนะ’ พี่เหมี่ยวให้ลองฝีเข็ม ปักลงในเสื้อตัวหนึ่งว่าพวกเราเป็นอะไรมาบ้าง เราก็จัดเต็มเลย พอพี่เหมี่ยวได้เห็น ถึงรู้ว่าเรามีพื้นฐานอะไรมาบ้าง แล้วพี่เหมี่ยวก็ค่อย ๆ จัดงานให้เราไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้พวกพี่ทำกับพี่เหมี่ยวมาได้ 4 ปีแล้ว ก็ยังถามพี่เหมี่ยวอยู่ว่าเป็นภูครามหรือยัง” พี่โสหัวเราะ

“พวกพี่น่ะปกติเราไปไร่ไปนาก็เห็นวิวทิวทัศน์อยู่แล้วนะ พอมาทำงานกับพี่เหมี่ยว แกก็พาเราอยู่กับธรรมชาติ ได้เห็นต้นไม้ ดอกไม้ ก็อยากปักใส่ในเสื้อ เหมือนเราไปภู ไปผาก็ โอ๊ย…รู้สึกอยากจะถ่ายรูปวิวมาลงบนเสื้อ” พี่โสเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข “อย่างเมื่อวานพี่นั่งดูท้องฟ้า มันงามจนพี่อยากถ่ายรูปแล้วเอามาใส่ในเสื้อ พี่รู้สึกว่าเราสังเกตสำเร็จ รู้สึกว่า อื้ม! น่าสิเป็นภูครามละล่ะ” แกยิ้มอย่างภูมิใจ

“…อย่างเมื่อวานพี่นั่งดูท้องฟ้า มันงามจนพี่อยากถ่ายรูปแล้วเอามาใส่ในเสื้อ พี่รู้สึกว่าเราสังเกตสำเร็จ รู้สึกว่า อื้ม! น่าสิเป็นภูครามละล่ะ”

“อยากเห็นงานเก่า ๆ ของพี่ ๆ จังเลยค่ะว่า ก่อนหน้านี้เป็นยังไง แล้วเปลี่ยนแปลงไปแบบไหนบ้าง”

“ปกติตอนเรารับจ้างก็สิปักเป็นดอกธรรมดา ปักเอาเหมือนที่เห็นในโทรศัพท์ ในโซเชียล ไม่ได้รู้ข้างหน้าข้างหลังมันยังไง เราก็ดูเอาแค่มันเรียบร้อย”

“อ๋า…”

“ก็บ่รู้ว่าดอกของภูครามเป็นจั่งใด๋ แต่เฮาก็เป็นเอฟซี พอดีพี่เหมี่ยวเปิดโอกาสรับคนก็เลยมาสมัคร หลังจากที่เข้ามาก็เรียนรู้กับพี่ ๆ เขา นี่ก็สามปีสี่ไปแล้วเนาะจ๋อม”

พี่จ๋อมพยักหน้า

“กิจกรรมเราก็ร่วม เพราะว่ามันพัฒนาให้เฮาได้เรียนรู้” พี่โสว่าต่อ “ถ้าพี่เหมี่ยวมีกิจกรรมหรือพาไปป่าก็รู้สึกว่าเราจะได้เริ่มงานใหม่ ๆ ”

“แสดงว่าส่วนใหญ่ชอบไปอยู่ในป่า ในเขาไหมคะ”

“ก็ไปอยู่ค่ะ พี่น่ะอยากไปหาป่า ไปโคก ไปดูต้นไม้ พอเห็นว่าสวยก็เอามาปัก บางทีก็อยู่บ้าน ไปไร่ไปนาบ้าง นาพี่ก็ติดโคก ชีวิตเฮามันอยู่กับต้นไม้ ส่วนมากก็มีป่าเต็งรัง ป่าธรรมดาของเฮานี่นะ เฮาเคยเห็นช่วงฤดูหนึ่งที่ต้นกระบกมันเป็นดอก เป็นไม้ ก็เอามาทำงาน” พี่โสกล่าวถึงงานที่เคยทำ

“แล้วเสื้อตัวใหม่ที่ได้มา ได้เริ่มทำหรือยังคะ”

“ยัง มันเฮ็ดบ่ได้เป็นอาทิตย์แล้ว เจ็บแอว” พี่จ๋อมกล่าวเสียงอ่อน เพราะช่วงนี้อาการปวดเอวของแกทำให้ยังเริ่มงานไม่ไหว

“ก็คือว่าเฮามีงาน มีนามีไร่ให้เฮ็ดเนาะ” พี่โสเสริม “จริง ๆ ก็อยากปักงานแต่ว่าชีวิตเฮามันขับเคลื่อนด้วยหลายอย่าง เฮาสิปักแต่ผ้าก็บ่ได้”

“ช่วงนี้เขากำลังเริ่มทำนากันใช่ไหมคะ” ฉันถาม

“จ้า ของพี่ก็เฮ็ดอยู่ แต่ก็ยังบ่ได้แล เพราะฝนตก” พี่โสตอบ “เฮ็ดได้ครึ่งหนึ่ง”

“พี่ก็ยังไม่ได้ทำตั้งแต่เจ็บเอวน่ะ” พี่จ๋อมเสริม “ของพี่น่ะ ก่อนหน้าก็รับจ้างมาเหมือน ๆ กันกับพี่โส พอมาภูครามด้วยกัน พี่เหมี่ยวก็เลยจับแพ็คคู่” พวกแกขำ

“พี่จ๋อมเคยทำงานจังหวัดอื่น นอกจากที่สกลนครมาใช่ไหมคะ”

“พี่เคยไปทำงานที่กรุงเทพ แต่พอมีลูกก็เลยกลับมาอยู่บ้าน แฟนพี่ก็กลับมาทำงานในเมือง กลับมาอยู่บ้านเราก็หาเงินเลี้ยงลูก หารายได้ช่วยครอบครัว ก่อนหน้ามีไปเป็นแม่ครัวทำอาหารกลางวันที่โรงเรียนลูก สักสองสามปี แล้วก็ได้ออก เพราะไปผ่าตัดมดลูก มันเลยยกของหนักบ่ได้”

ฉันนั่งฟังพวกแกเล่าเรื่องราวชีวิตอย่างตั้งใจ ไม่นานนักพี่จ๋อมแกก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยวัดป่าภูพอก ขับตรงมาได้ไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงที่หมาย พี่จ๋อมแวะจอดให้ฉันกับพี่โสลงรถที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง แล้วแกก็ขับรถไปจอดที่บ้านตัวเองซึ่งอยู่เยื้องกันไปทางฝั่งตรงข้าม

บ้านของพี่โส

“นี่บ้านยายต๋อง” พี่โสแนะนำ “ส่วนเฮือนพี่อยู่พู่น” แกชี้ไปที่เรือนด้านใน 

ฉันมองดูที่บ้านยายต๋องมีกี่ทอผ้าตั้งอยู่ใกล้โต๊ะไม้ตัวยาว เป็นบ้านแบบอีสานดั้งเดิม มองไปด้านในก็จะเห็นบ้านพี่โส เราเดินทะลุบ้านยายต๋องไปที่สนามหน้าบ้านพี่โส เดินผ่านตัวบ้านยายต๋องมา ก็เห็นยายแกนั่งทำงานอยู่หลังบ้าน 

“สวัสดีค่า” ฉันยกมือไหว้แกอย่างเคารพ

เดินผ่านบ้านยายต๋องมาถึงสนามหน้าบ้านพี่โส มีน้องหมาตัวเล็ก ตัวน้อยวิ่งมาหาพวกเรา 4-5 ตัว บ้างก็กระดิกหางตื่นเต้น บ้างก็เห่าต้อนรับฉันอย่างระแวง ๆ

พี่โสแกให้ฉันยืนรอหน้าบ้านแป๊ปหนึ่ง แล้วขอตัวเดินเข้าไปเอาอุปกรณ์งานปัก พร้อมกับเสื้อที่ได้รับโจทย์มา เพื่อไปนั่งทำงานใต้ถุนบ้านยายต๋องกัน

เดินย้อนกลับมาที่ใต้ถุนบ้านยายต๋อง บรรยากาศแสนสบาย มีลมพัดอ่อน ๆ และลูกหมาสองสามตัว ยายต๋องแกก็มานั่งถักสวิงด้วยกันอยู่ใกล้ ๆ ส่วนพี่โสนำเสื้อมากางบนโต๊ะทำงาน เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาว ตัวใหญ่ ที่มีสีครามเข้มสลับกับสีอ่อนอย่างสวยงาม ด้านหลังของเสื้อนั้นมีรูปต้นไม้ที่ถูกร่างไว้อยู่แล้วบางส่วน เป็นต้นไม้หลายต้นที่เรียงกันสูงบ้าง ต่ำบ้าง

“งานนี้มีแนวคิดยังไงหรอคะ” ฉันเห็นลวดลายแล้วก็อดสงสัยไม่ได้

“งานนี้ชื่อมนต์เสน่ห์ภูหลังดำ” พี่โสกล่าวพลางยิ้มตื่นเต้น “บนภูที่พี่จะพาไปวันนี้น่ะ มันมีก้อนหินสีดำ ลักษณะเหมือนหลังคน แล้วด้วยเสื้อตัวนี้ออกสีดำด้วย พี่ก็เลยจะทำเหมือนหน้าผา” แกอธิบาย “ทีนั่นน่ะ ตรงข้างล่างเขาเอิ้นว่าลุมภู พี่ไม่แน่ใจภาษากลางมันเรียกว่าอะไรนะ แต่มันคือเทือกเขา ที่มีหน้าผา และเป็นหุบเขา มันจะมีหินสีดำ มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด ร่มรื่นมาก ท้องฟ้าก็สวย ที่หน้าผามันมีหลายมิติ ทั้งอึมครึม ทั้งมีแสงส่อง พี่เห็นแล้วชอบ เลยอยากจะปักออกมา”

“บนภูที่พี่จะพาไปวันนี้น่ะ มันมีก้อนหินสีดำ ลักษณะเหมือนหลังคน แล้วด้วยเสื้อตัวนี้ออกสีดำด้วย พี่ก็เลยจะทำเหมือนหน้าผา… ทีนั่นน่ะ ตรงข้างล่างเขาเอิ้นว่าลุมภู พี่ไม่แน่ใจภาษากลางมันเรียกว่าอะไรนะ แต่มันคือเทือกเขา ที่มีหน้าผา และเป็นหุบเขา มันจะมีหินสีดำ มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด ร่มรื่นมาก ท้องฟ้าก็สวย ที่หน้าผามันมีหลายมิติ ทั้งอึมครึม ทั้งมีแสงส่อง พี่เห็นแล้วชอบ เลยอยากจะปักออกมา”

ฉันนึกภาพแล้วก็ยังเดาไม่ถูกว่าภาพภูหลังดำที่ฉันคิด จะตรงกับที่ได้ไปเห็นหรือเปล่า

“ไม่รู้สไตล์พี่ปักออกมาจะเหมือนที่คิดไหมนะ พี่จะพยายามปักออกมาด้วยความรู้สึก เดี๋ยวเรามาลองดูกันว่ามันจะเป็นมนต์เสน่ห์ขนาดไหน” พี่โสพูดด้วยแววตาเปล่งประกาย และมีความจริงใจที่จะถ่ายทอดผลงานออกมา

“ได้เลยค่ะ” อยากเห็นแล้วว่าหินสีดำที่เรียงกันเป็นหลังดำ มันเป็นยังไง

“เดี๋ยวจะพาเลเดียไปดูว่ามนต์เสน่ห์มันเป็นยังไงนะ”

พี่โสเรียงอุปกรณ์ทั้งกล่องปากกา เข็ม กรรไกร และฝ้ายปักผ้าไว้ข้างเสื้อเชิ้ตที่แกจะปัก แล้วแกก็บรรจงร่างภาพต้นไม้ต่อเติมจากที่ร่างไว้ แกค่อย ๆ วาดรากไม้ กิ่งไม้ ต้นไม้หลากหลายต้นน้อยใหญ่ลงไปด้วยปากกาสีขาว

“ส่วนมากมันก็เป็นต้นจิก ต้นรัง เป็นป่าหิน ช่วงนี้เห็ดเผาะออกด้วย เดี๋ยวพี่สิพาไปเก็บ”

ฉันตื่นเต้นมาก ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยได้กินเห็ดเผาะเลย

“เราก็ไปดูเส้นทางด้วย เส้นทางมันค่อนข้างลำบากนิดนึงนะ” พี่โสพูดขำ ๆ

“ทางมันวิบากมาก” ยายต๋องร่วมวง ทำเอาพี่โสหัวเราะออกมา

“เหมือนเฮาไปสอบใบขับขี่น่ะ” ฉันนึกตามที่พวกแกว่าก็หัวเราะออกมา

พวกเราคุยกันเคล้าเสียงนกร้อง กับบรรยากาศชนบทที่แสนอบอุ่น “สำหรับพี่… พอเริ่มทำงาน พี่จะวาดก่อน บางทีวาดไปมันก็สิบ่ตรงปกหรอก แต่พี่ก็วางตำแหน่งไว้ประมาณนี้ บางทีก็ไม่มีตำแหน่ง บางทีเราปัก ๆ ไปเลยก็มี” แกพูดพลางจรดปากกาวาดคุณภูครามตัวน้อยใหญ่ (คุณภูครามเป็นสัตว์ประจำภูคราม นำมาจากภาพแกะสลักที่ภูผายล) ที่ด้านล่างของเสื้อ

ระหว่างทำงาน มีทั้งเสียงรถไถที่ขับผ่านถนน ทั้งเพื่อนบ้านขี่รถเครื่องผ่านไปมา พี่โสกับยายต๋องแกก็มีพักทักทาย พูดคุยกับชาวบ้านที่ขี่รถผ่านไปมาบ้างตามประสาคนบ้านเดียวกัน เป็นภาพที่ค่อนข้างน่ารักสำหรับฉัน

“จ๋อมจะมาอยู่บ่” ยายต๋องถาม

“ไปเคลียร์หมู เคลียร์หมา เดี๋ยวก็มาอยู่นี่หละ เพิ่นเฮ็ดนั่น เฮ็ดนี่อยู่ เพิ่นเป็นคนช้า” 

พี่โสตอบแล้วหัวเราะเบา ๆ เหมือนเป็นเรื่องที่คนคุ้นเคยกันดีในหมู่เพื่อนบ้าน

พี่โสแกพูดคุยกับยายต๋องเป็นภาษาถิ่นที่ฉันอาจจะจับประเด็นยังไม่ค่อยทัน แต่ก็เข้าใจว่าคงพูดถึงงานปักของทั้งคู่ “บางทีเฮาก็มานั่งเล่นอยู่นี่แหละ คิดหยังบ่ออกก็มา มีคนเพิ่นว่าเฮาปักเหมือนกัน เฮาก็ว่ามันจะเหมือนจั่งใด๋​ มันก็ฝีเข็มใครมันนี่ล่ะว้า”

ฉันนั่งฟังพลางนึกตามคำพูดของพี่โส แม้ทั้งคู่จะเป็นช่างปักเหมือนกัน แต่พอได้มาลองใช้เวลาร่วมกัน ก็เริ่มรู้สึกว่าพวกแกต่างมีจังหวะและวิธีการของตัวเอง

ผ่านไปไม่นานพี่โสก็ร่างภาพเสร็จ และได้เลือกสีฝ้ายสีน้ำตาลอ่อนเพื่อจะเอามาปัก

“ปกติแล้วพี่โสชอบปักเสื้อแนวไหนหรอคะ”

“พี่รู้สึกว่าพี่ปักงานวิถีแล้วมีความสุข เป็นตัวเองดี รู้สึกผ่อนคลาย มันได้ใส่สีตามที่เราชอบ ใส่สีตามที่มันเป็นธรรมชาติ พี่รู้สึกว่ามันเป็นอิสระดี”

“อื้ม” ฉันนึกภาพตาม

“เป็นโทนดอกไม้มันก็ได้อยู่ แต่ว่าเราต้องคุมโทนด้วย แล้วก็ดอกไม้มันละเอียดมาก ๆ”

“พี่ปักงานวิถีแล้วมีความสุข เป็นตัวเองดี รู้สึกผ่อนคลาย มันได้ใส่สีตามที่เราชอบ ใส่สีตามที่มันเป็นธรรมชาติ พี่รู้สึกว่ามันเป็นอิสระดี”

“พี่รู้สึกว่าพี่เหมี่ยวแกจะมองว่าความสามารถของเราไปลักษณะแบบไหนได้ แกก็จะมอบงานให้เรา แต่ละคนจะได้งานไม่เหมือนกัน” แกนิ่งคิด “พี่ถนัดพวกก้อนเมฆ ต้นไม้ วิถี ชนบทของเรา… พูดถึงต้นไม้น่ะ เฮาเกิดยู่กับป่าก็จริง แต่ว่าบ่ได้เบิ่งว่าแต่ละต้นมันใช้ชีวิตจั่งใด๋ ทีนี้พี่เหมี่ยวก็ได้ให้เราปักต้นไม้ เราจะปักต้นอะไรเราก็ไปเรียนรู้ ซึ่งเฮาเคยมองข้าม เฮาเลยได้มาถามเอื้อย ถามอ้าย ถามป้าว่าต้นไม้มันใช้ชีวิตยังไง การเปลี่ยนแปลงของต้นไม้แต่ละต้นมันเป็นยังไง เราก็ได้สังเกตฤดูกาล มันออกผล หรือออกดอก”

ฉันพยักหน้ารับ และฟังแกอย่างตั้งใจ

“ที่นี้เฮาขึ้นป่าเฮาก็สังเกต แล้วพี่เหมี่ยวบอกว่าต้นกระบกน่ะ เป็นต้นไม้ที่สง่า ถ้ามันเป็นพุ่มพี่ว่ามันเป็นผู้หญิง แต่ถ้ามันเป็นต้นโด่ ๆ ขึ้นพี่ว่ามันเป็นผู้ชาย… ตอนแรกพี่ไม่ได้สังเกตนะ แต่พอสังเกตดูก็ว่าน่าจะใช่อย่างนั้น”

แกพูดพลางยิ้มไปด้วย

“ต้นก่อนน่ะ พี่เหมี่ยวให้โจทย์มาว่าชอบต้นอะไร แล้วพี่เคยปักต้นกระบกอยู่แล้ว พี่ก็เลยอยากเล่าว่าในแต่ละฤดูกาลมันเปลี่ยนแปลงอย่างไร แล้วด้วยประสบการณ์ และด้วยการถาม ก็ถามผู้เฒ่าผู้แก่ว่า ‘ช่วงนี้มันผลิดอกแล้วบ่’ แล้วเฮาก็ไปสังเกตใบ ก็ได้เสื้อตัวนั้นมา”

“อื้ม อยากเห็นจังค่ะ” ฉันบอกแกด้วยความสนใจ “แล้วงานของพี่โส ปักเสื้อตัวหนึ่งใช้เวลานานแค่ไหนคะ”

“ถ้าเสื้อใหญ่เนี่ยหลายเดือนนะ เพราะไม่ใช่ว่าพี่ปักแค่เสื้อตัวเดียว พี่ก็ทำงานอย่างอื่น งานไร่ งานสวน กิจกรรมลูก มันเสียเวลาไปทั้งวันน่ะ ถ้าเราเริ่มปักงานจริง ๆ มันก็บ่ถึงเดือนดอก แต่เฮาก็ต้องไปเฮ็ดงานของเฮาก่อน”

“พี่มีลูกกี่คนคะเนี่ย”

“พี่มีลูกอยู่ 2 คน แต่ว่ามีหลานที่พ่อแม่เขาไม่อยู่ด้วยกันแล้ว เราเลยเป็นพ่อเป็นแม่ให้เขาแทน เราก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอย่างนี้อะน้า” 

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” ฉันพยักหน้ารับอย่างเห็นใจ

ว่าแล้วพี่โสแกก็เริ่มปักงาน เริ่มจากรากต้นไม้ ฉันมองดูแล้วฝีเข็มแกค่อนข้างทะมัดทะแมงและคล่องแคล่ว แต่ยังคงความเรียบร้อยอยู่ในนั้น พอปักด้านหน้าเสร็จแกก็กลับด้านเสื้อไปปักด้านหลัง

“ของพี่ถ้าเฮ็ดลายเส้นส่วนหน้า พี่ก็สิกลับมาทวนข้างหลังให้มันดูเรียบร้อย” แกอธิบายให้ฉันเข้าใจวิธีการ

พี่โสปักผ้าไปพลางคุยเล่นกับยายต๋องไป ส่วนฉันก็คอยสังเกตการทำงานของแก เวลาที่เส้นด้ายเกิดสลับหรือพันกันขึ้นมา แกจะคอยแก้ให้เส้นเรียงสวย

“นี่คือความยาก บางทีเส้นมันบ่ไปนำเดียวกัน ก็ต้องพยายามแก้ ต้องให้เส้นมันไปนำเดียวกัน” ดูแล้วแกทำงานละเอียดมาก ๆ “สิ่งที่ยากคือตอนที่เราขึ้นงานใหม่ เพราะว่าเราจะใส่อะไรลงไป เราต้องคิด แล้วเราก็ทำไปเรื่อย ๆ สามารถเอาตรงนั้นใส่ ตรงนี้ใส่ อยู่ที่ว่าเฮาสิขึ้นจั่งใด๋ก่อน สำหรับพี่เด้อ… งานนี้น่ะพี่สินั่งคิดก่อน” แกอธิบายด้วยใบหน้าจริงจัง

“ที่จริงมันก็ไม่ซีเรียสอะไรขนาดนั้นหรอก แต่บางทีกลัวงานมันออกมาไม่ดี เราก็ต้องคิดงานให้มันเรียบร้อย”

ฉันฟังแล้วก็เข้าใจแก ฉันเองก็เคยเรียนรู้การทำงานศิลปะมา กว่าจะเริ่มทำงานหนึ่งได้มันต้องผ่านกระบวนการคิดเพื่อจะถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาให้ใกล้เคียงกับที่เราต้องการมากที่สุด อารมณ์ในการทำงานก็สำคัญ ถ้าเรายิ่งเร่งให้งานออกมาเร็ว ๆ บางครั้งมันก็ยิ่งไม่เป็นอย่างที่คิด จากงานที่ควรจะไหลลื่น อาจกลายเป็นต้องคอยแก้ คอยรื้อ คอยเริ่มใหม่อยู่เรื่อย ๆ

ยิ่งได้มารู้จักช่างที่ภูครามหลาย ๆ คน ฉันยิ่งได้เห็นว่าทุกคนมีวิธีคิด วิธีมองโลก และวิธีสร้างสรรค์งานเป็นของตัวเอง การได้มานั่งฟังพวกแกเล่าเรื่องงาน เล่าเรื่องชีวิต หรือแม้แต่แค่นั่งดูพวกแกทำงานเงียบ ๆ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันในการทำงานอยู่เสมอ

เขียนโดย เล