“ภูครามนี้ให้อิสระกับเรามาก ชิ้นหนึ่งทำ 5-6 เดือนพี่เหมี่ยวก็ไม่ว่า พร้อมเมื่อไหร่อยากทำตอนไหนถึงทำ ไม่เคยบังคับว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพียงแต่เราต้องรักษาเสื้อที่ได้มาให้ดี ช่างที่นี่ตั้งใจทำ และสุดฝีมือทุกคน”
เช้าวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 9 โมงเช้า พี่วิขี่มอเตอร์ไซค์มารับฉันที่ภูคราม
“เดี๋ยววันนี้เราจะไปกินข้าวเที่ยงที่นาพี่แจ๋วกัน” พี่วิบอกขณะสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ ฉันขึ้นซ้อน มุ่งหน้าสู่บ้านพี่วิ วันนี้ฟ้าใส แดดแรงแต่ไม่ร้อนมาก ทุ่งนาสองข้างทางเริ่มมีการไถพรวนดินเตรียมสำหรับการปลูกข้าว
ไม่นานมอเตอร์ไซค์ของพี่วิก็เลี้ยวเข้าไปจอดใต้ชายคา ฉันตรงดิ่งไปหาลูกแมวน้อย 4 ตัวที่นอนกองกันอยู่ มีตัวหนึ่งตื่นมาทักทาย แต่อีก 3 ตัวยังหลับปุ๋ยไม่สนโลก

พี่วิเดินเข้าไปในสวนหลังบ้าน ฉันเดินตามไปดู พี่วิก้มๆ เงยๆ อยู่ตรงกอไผ่ สักพักก็ยกหน่อไม้ขึ้นมาชูให้ดู พี่วิมาเก็บหน่อไม้นี่เอง

“นี่คือซุปเปอร์มาร์เก็ตของพี่วิเหรอคะ” ฉันหยอก
“ใช่ค่ะ นี่คือซุปเปอร์มาร์เก็ต” พี่วิรับคำพร้อมหัวเราะ
“มาเก็บหน่อไม้ เดี๋ยวกลางวันเราจะแกงหน่อไม้กินกัน”
พี่วิเดินนำกลับไปที่แคร่หน้าบ้านผ่านคอกวัว และต้นมะขาม
“ปีนี้มะขามออกดอกเต็มเลย ดูสิ”

พี่วิชี้ให้ดูต้นมะขามทรงพุ่มเขียวสวยที่กำลังมีดอกเหลืองชมพูระเรื่อแซมไปทั้งต้น ฉันเห็นคอกวัวที่ข้างในและรอบๆ มีกองขี้วัวเต็มไปหมด นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ ฉันคิดในใจ
“ดีจังนะคะ มีปุ๋ยคอกเป็นของตัวเอง” ฉันบอกพี่วิ
“ใช่ ไม่ต้องไปซื้อไปหาที่ไหน”
พี่วิถือหน่อไม้ที่ไปเก็บมาวางใส่ตะกร้าหน้ารถ แล้วเดินไปหยิบถุงอุปกรณ์ปักผ้ามาวางบนแคร่ จัดแจงหยิบเก้าอี้ตัวน้อยมานั่งลงเตรียมปักผ้า
“เดี๋ยวพี่วิขอปักผ้าที่นี่สักพัก สัก 10 โมงเราค่อยไปนาพี่แจ๋ว”
ฉันนั่งลงหยิบแก้วกาแฟที่ชงเตรียมมาพร้อมขนมออกมาวางบนแคร่ จิบกาแฟไปดูพี่วิปักผ้าไป
วันนี้พี่วิเอาเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลย้อมมะเกลือมาปัก
“เสื้อตัวนี้มีความคิดยังไงคะ”
“เสื้อมะเกลือนี้อยากเล่าถึงความแข็งแรงของต้นไม้นี้ กับมวลเมฆที่มาพร้อมๆกัน” พี่วิชี้ไปที่ลายปักต้นไม้บนเสื้อ
“…เป็นช่วงฤดูหนึ่งของชีวิตที่ถาโถมเข้ามา เหมือนก้อนเมฆที่ลอยเข้ามาหลายสี เหมือนชีวิตที่มีทั้งดีและร้าย นี่คือความคิดของเสื้อตัวนี้ เป็นแนววิถีบรรยากาศความเป็นไปของต้นไม้ เป็นต้นไม้ที่พร้อมจะยืนหยัดต่อสู้อยู่ทุกฤดูกาล…”

“เปรียบเหมือนชีวิตหนึ่งที่มีเหตุการณ์เข้ามาหลายๆอย่าง เป็นเมฆต่างสี เหมือนเวลาที่เรามองฟ้าแล้วเห็นเมฆหลายสี เหมือนอารมณ์ของคน เลยปักท้องฟ้าที่มีหลายสี อารมณ์มีทั้งช่วงเวลาที่มืดสนิท และสดใส จะมีจุดที่สว่าง และจุดที่มืด ในช่วงเวลาเดียวกันที่เมฆลอยมา มันอาจจะเป็นไปได้ยากแต่บางช่วงมันก็เป็นไปได้ เพราะว่าก่อนฝนจะมาก้อนเมฆจะลอยมาเยอะ พอเมฆมารวมตัวกันมากขึ้นก้อนเมฆก็กลายเป็นสีมืด มีลมที่พัดเข้ามาแล้วก็ออกไป เหมือนช่วงชีวิตหนึ่งของพี่วิ อยากถ่ายทอดอารมณ์ของก้อนเมฆ มีต้นไม้ที่ยืนอยู่ที่เดิม เหมือนคนคนหนึ่งที่ตั้งใจว่าจะทำอะไรสักอย่างก็ต้องรอฟ้ารอฝน รอจังหวะชีวิต เป็นช่วงฤดูหนึ่งของชีวิตที่ถาโถมเข้ามา เหมือนก้อนเมฆที่ลอยเข้ามาหลายสี เหมือนชีวิตที่มีทั้งดีและร้าย นี่คือความคิดของเสื้อตัวนี้ เป็นแนววิถีบรรยากาศความเป็นไปของต้นไม้ เป็นต้นไม้ที่พร้อมจะยืนหยัดต่อสู้อยู่ทุกฤดูกาล”
“ตัวนี้จะเอาให้เสร็จทันงานคราฟท์ บางกอกที่จะถึงนี้ใช่ไหมคะ”
“ตั้งใจมาก ทำมาเดือนหนึ่งแล้ว และคิดว่าช่วงเวลานี้เหมาะสม น่าจะสื่อถึงลูกค้าที่รับรู้อารมณ์นี้ได้ไม่ต่างจากช่างวิ” พี่วิเล่าไปมือก็ปักไป
ฉันยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ลมเย็นพัดมา ตาก็เหลือบไปเห็นกระจาดที่มีเห็ดอยู่ในนั้น
“นั่นเห็ดกระด้างใช่ไหมคะ” ฉันลุกไปหยิบกระจาดเห็ดออกมาจากชั้นให้เห็นชัดๆ เห็ดกระด้างแห้งดอกกลมบานประมาณฝ่ามือสีน้ำตาลเข้มเกือบดำวางซ้อนกันอยู่ในกระจาดหลายดอก รวมกับเครื่องเทศถุงเล็กๆ 2-3 ถุง ดูเหมือนว่ากระจาดนี้คือกระจาดรวมของแห้ง

“เก็บแห้งแบบนี้ก็ได้เหรอคะ”
“ได้ เก็บแล้วก็วางไว้อย่างนั้น มันก็ค่อยๆแห้งเอง เวลาจะทำกินก็เอาไปแช่น้ำ แล้วค่อยเอามาปรุง”
“เมื่อไหร่เราจะได้ไปหาเห็ดกัน” ฉันอยากลองไปหาเห็ดบ้าง เพราะได้ข่าวว่าพี่วิเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหาของป่า
“ช่วงนี้ฝนไม่ตก เห็ดไม่ออก แต่ยังไงก็ได้เก็บแหละ เพราะว่าเรายังอยู่ด้วยกันอีกหลายเดือน”
“เห็ดที่เจอส่วนใหญ่เป็นเห็ดอะไรคะ”
“หน้าเห็ดเผาะก็เก็บเห็ดเผาะกัน เห็ดแดง เห็ดหน้าดำ เห็ดดิน เป็นสารพัดเห็ดที่ขึ้นจากดิน”
“ดูยังไงคะว่าเห็ดไหนกินได้กินไม่ได้”
“เราก็เลือกแต่เห็ดที่เราเคยกิน อย่างเห็ดก่อ เห็ดหน้าแร่ เห็ดหน้าวัว เห็ดถ่าน เห็ดหน้ามุม ถ้าเห็ดพิษก็ดูง่ายว่าดอกสวย ไม่มีอะไรมาแทะเลย สังเกตดูเห็ดที่เป็นพิษมันจะมีเหมือนขี้เถ้าอยู่บนดอก เวลาตัดดูขาเขาจะตัน ไม่มีอะไรมากัดกิน ถ้าเป็นเห็ดที่กินได้จะมีแมลงแทะ มีกิ้งกือมากิน มีหนอนไช ตัดดูขาข้างในก็จะเห็นเป็นรูพรุนเหมือนฟองน้ำ เก็บมาแล้วเอามาล้าง แล้วนึ่ง เอาใส่ถุงไล่อากาศออกให้ดี แล้วเอาเข้าช่องแช่แข็ง เก็บไว้กินได้นานเป็นเดือน จะกินก็เอาออกมาแช่น้ำละลายน้ำแข็ง หน้าดอกกระเจียวเป็นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ปีนี้แปดสองหน ผู้เฒ่าว่าจะค่อนข้างแล้ง”
“เห็ดเผาะตรงไหนไฟไหม้มันจะขึ้นจริงไหมคะ”
“ถ้าฝนตกดินชื้นเห็ดก็จะขึ้น ถ้าตรงไหนไฟไม่ไหม้มันก็ออกอยู่ แต่ออกน้อย”
“อ๋อมิน่าเขาถึงเผาป่าเอาเห็ดกัน”
“แต่ที่จริงแล้วมันก็ออกอยู่ แต่ต้องเป็นคนที่รู้จักพื้นที่ว่ามันเคยออกตรงนี้ ก็ไปคอยหาเรื่อยๆก็ได้กินอยู่ ตามธารน้ำไหลที่มีดินเป็นขั้นๆ มันก็ออกตามอย่างนั้น แต่ก่อนมันก็มีไฟป่าตามธรรมชาติ ฝนตกลงมาผักหวานก็แตกยอด เห็ดก็เกิด ก็ไปเก็บ มีทั้งดอกว่าน ดอกกระเจียว มันเป็นวิถีชีวิตปกติ แต่คนที่เขาเผาป่าเขาไม่ได้คิดแบบนั้น เขามักง่ายเลยเผาเอา ก็เกิดการเผาป่า ไม้ที่ล้ม ที่ยืนต้นตาย เราก็ไปตัดมาเผาถ่าน ก็เป็นวิถีชาวบ้าน แต่เราก็ไม่ได้เอามาเพื่อขาย เราแค่เอามาใช้ในครัวเรือน เราก็เผาแต่ไม่เยอะ ไม่ใช่ว่าต้องเอาหมด ไม่ใช่ว่าไปตัดต้นไม้มาทำ แต่คนที่เขาทำเป็นธุรกิจ เขาอาจจะไปล้มไม้มาทำ วิถีชาวบ้านเราจริงๆก็ไม่ทำแบบนั้น ไม้ตามหัวไร่ปลายนาที่ยืนต้นตายหรือว่ารกเกินไปเราก็ตัดได้เพื่อทำความสะอาดสวนนาเรา เอามาเผาทำถ่านไว้ใช้ เอาแค่พออยู่พอกิน บ้านพี่วิก็ไม่ได้มีเตาแก๊สนะ เราใช้ฟืนใช้ถ่าน เวลาเผาถ่านเราก็เผาทีละ 2-3 ถุง” พี่วิหมายถึงถุงปุ๋ยที่บรรจุได้ประมาณ 20 กิโลกรัม

“…ไม้ที่ล้ม ที่ยืนต้นตาย เราก็ไปตัดมาเผาถ่าน ก็เป็นวิถีชาวบ้าน แต่เราก็ไม่ได้เอามาเพื่อขาย เราแค่เอามาใช้ในครัวเรือน เราก็เผาแต่ไม่เยอะ ไม่ใช่ว่าต้องเอาหมด…”
“เราก็ไม่ได้ใช้เปลือง เวลานึ่งข้าวเสร็จเราก็ทำกับข้าวต่อเลย แกงก็ต้มแป๊ปเดียว ไม่ได้ทำนาน ใช้ในครัวเรือนมันก็พอใช้”
“ทำเสร็จเราต้องดับไหมคะ” ฉันหมายถึงเตาถ่านที่เขาใช้ในชีวิตประจำวัน
“บางทีก็ปล่อยมันมอดดับไปเอง ถ้ามันยังเหลือเยอะก็เก็บใส่หม้อใส่โอ่งไว้ เป็นโอ่งดับถ่าน เอาถ่านใส่ลงไปแล้วปิดฝา มันก็จะดับไปเอง ก็เก็บมาใช้ใหม่ได้ ทำกับข้าวด้วยเตาถ่านก็ดีตรงที่ประหยัดไม่ต้องเสียเงินซื้อแก๊ส ถ้ามีเตาแก๊สก็อยากใช้นะ แต่ก็กลัว กลัวมันระเบิด”
พี่วิพูดทำให้ฉันนึกถึงเหตุการณ์แก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่ตอนฉันยังเป็นเด็กมาก
เช้ามืดของวันหนึ่งเสียงผู้คนในซอยเอะอะด้วยความตื่นตระหนก ผู้ใหญ่ในบ้านตื่นขึ้นมาเปิดไฟทำให้ฉันตื่น เสียงระเบิดตูมตามที่ไม่เคยได้ยินดังอยู่ไกลๆ ทุกคนต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้คนไม่เป็นอันหลับอันนอนด้วยความอยากรู้ ฉันจำเหตุการณ์ต่อจากนั้นไม่ได้ จำได้แต่ว่าพอตอนสายที่ฉันตื่นมาอีกทีก็มีผู้ใหญ่คุยกันพูดถึงข่าวรถบรรทุกถังแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรีฯกันทั้งวัน ละแวกบ้านเราห่างจากที่เกิดเหตุหลายกิโลเมตรจึงไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพียงแค่ได้ยินเสียงเท่านั้น แต่ก็ดังพอที่จะทำให้อกสั่นขวัญหายได้ นั่นจึงอาจเป็นสาเหตุให้ฉันกลัวแก๊สมาถึงตอนนี้เช่นกัน
“ตอนเด็กไม่เคยคิดหรอกว่าจะมาเป็นช่างปักผ้า”
เสียงของพี่วิทำให้ฉันกลับมาสู่ปัจจุบัน
“มีความฝันอยากเป็นช่างเสริมสวย อยากเป็นช่างตัดผม พอเรียนจบม.3 ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ แต่ไปทำงานในกรุงเทพ แล้วไปเรียนเสริมสวยที่สารพัดช่าง กทม. เลือกเรียนช่างตัดผม ดีใจที่ได้เรียน พอเรียนจบแล้วก็ได้ประกาศนียบัตร แล้วได้มีโอกาสเป็นช่างตัดผมชาย”
“ได้เปิดร้านเองไหมคะ”
“ไม่ได้เปิดร้าน แต่ว่าได้ไปทำงานอยู่กับร้านเสริมสวย คิดว่าตัดผมผู้หญิงมันจุกจิกเรื่องเยอะ เลยเลือกตัดผมชาย ก็ไม่เรื่องมากจริงๆ ไปทำตอนแรกก็สนุกมาก ได้ทำตามฝัน ทำอยู่ 2 ปี เราก็ออกจากร้านนั้นไปอยู่ร้านใหม่”
พี่วิเล่าเรื่องราวความหลังที่มีทั้งดีและความหลังฝังใจให้ฟังก้อนใหญ่ที่ไม่อยากเปิดเผยให้คนทั่วไปรู้มากนัก
“มนุษย์แต่ละคนได้รับบทแตกต่างกันไป ทุกคนล้วนได้รับบทเอกทั้งนั้น เป็นตัวเอกในเรื่องของตัวเอง”
พี่วิเปรียบชีวิตเหมือนละคร
“ไปมองคนอื่นว่าชีวิตเขาสวยหรู เราก็เป็นตัวเด่นในเรื่องของเราเหมือนกัน เลยคิดว่ามีชีวิตที่ธรรมดาของเรานี่แหละ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบขอแค่เราประคับประคองบทชีวิตของเราให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ถึงจะมีทั้งบู๊และบุ๋นแต่มันก็เป็นประสบการณ์ทำให้เราได้คิดได้เตือนสติของเราแต่ละวันที่ใช้ชีวิตไปก็พอ”
คำพูดของพี่วิเป็นคำพูดที่เหมือนคนที่ผ่านการตกผลึกชีวิตมาระดับหนึ่งแล้ว
“พอวันที่เรามาปักผ้า เราได้มีโอกาสมาทำโดยที่เราไม่มีความรู้มาก ไม่รู้ว่าจะทำยังไง แต่เราเคยเย็บปักถักร้อยเป็นงานฝีมือ ตั้งแต่ประถมตั้งแต่มัธยม มันช่วยให้เรามีพื้นฐานนิดหน่อย เลยทำให้เราทำได้”

“งานพี่วิส่วนใหญ่ใช้เวลาทำนานแค่ไหน”
“ถ้าเป็นงานที่เราตั้งใจให้ออกจากความรู้สึกของเราจริงๆ อย่างน้อยสุดก็ 1 เดือนขึ้นไป ถ้าเป็นงานที่เราอยากผ่อนคลายก็จะเป็นงานชิ้นเล็กๆ ปักดอกไม้”
“เวลาเราเอางานที่เสร็จแล้วไปส่งเขาจะให้เสื้อตัวใหม่มา เขาให้เราเลือกหรือเขาเตรียมไว้ให้คะ”
“บางทีเราก็ได้เลือกเอง หรือบางทีเขามีงานเล็กที่อยากให้ช่วยทำก็จะได้งานเล็กมาทำ เป็นเสื้อตัวเล็กที่ไม่ใช่เสื้อเชิ้ตเสื้อคลุม อย่างพวกเสื้อแขนกุด เสื้อคอกลม แต่บางทีเราก็ใส่เต็ม พี่เหมี่ยวเลยบอกว่าน่าจะเป็นลายที่ปักใส่เสื้อใหญ่นะ เลยไม่ค่อยได้งานเล็กเท่าไหร่ เพราะเห็นเราใส่สุดพลังทุกครั้ง เขาก็เลยอยากให้ทำงานชิ้นใหญ่เสียมากกว่า ถ้างานชิ้นใหญ่จริงก็ใช้เวลานานเหมือนกัน บางตัวก็ 6 เดือน แต่เราก็สลับทำชิ้นเล็กไปด้วย อย่างผ้าพันคออะไรแบบนี้ บางทีทำชิ้นใหญ่มันไม่ไปถึงไหน เพราะบางทีคิดไม่ออก ก็ขอชิ้นเล็กมาทำก่อน ทำสลับกันแก้เบื่อ”
“ช่างรุ่นเดียวกันก็ออกไปเยอะใช่ไหมคะ”
“ออกไปเยอะมาก เพราะเขามีงานอื่น ทำไร่ทำสวน เขาก็ไม่มีเวลาประชุม บางทีเขาก็ไม่อยากมาประชุม มาร่วมกิจกรรม เขารู้สึกว่าทำงานที่นี่แล้วไม่อิสระ ไม่ชอบการประชุม ไม่ชอบคิดงาน”
“งานที่นี่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเองใช่ไหมคะ”
“ต้องคิดเอง โดยมีแนวทางจากพี่เหมี่ยวว่าให้มีวิถีชีวิต แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าต้องมีอะไรในงานบ้าง เราอยากปักธรรมชาติ หรือวิถีชีวิตชาวบ้านก็ได้ ช่างมีอิสระในความคิดตรงนั้น บางคนทำไปก็มีเรื่องเล่า ของพี่วิก็เป็นความทรงจำตอนเด็ก เวลาเราไปป่าไปเขาเรารู้สึกว่าสบายใจ เป็นความรู้สึกเหมือนว่าอยากอยู่ในป่าเพราะมีอิสระ แต่ละคนเลยคิดไม่เหมือนกันพอคนที่ไม่มีความคิดแบบนั้น หรือรู้สึกว่ามันยาก เขาก็ไม่อยากทำ เพราะต้องมาเล่าเรื่อง ต้องมาพรีเซนต์ จะถูกถามถึงความเป็นมาเป็นไปของเสื้อ เขาคิดว่าปักไปแล้วยังต้องมาเล่าเรื่องอะไรอีก เขาเลยไม่ชอบ แต่เราปักไปแล้วเรามีความรู้สึกกับเขา เสื้อแต่ละตัวนะ เพราะว่าเราได้ถ่ายทอดความรู้สึกของเราลงไป ถ้าตอนนี้ความรู้สึกเรานิ่ง เราจะมองเห็นความรู้สึกของเรา”
“…ต้องคิดเอง โดยมีแนวทางจากพี่เหมี่ยวว่าให้มีวิถีชีวิต แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าต้องมีอะไรในงานบ้าง เราอยากปักธรรมชาติ หรือวิถีชีวิตชาวบ้านก็ได้ ช่างมีอิสระในความคิดตรงนั้น บางคนทำไปก็มีเรื่องเล่า ของพี่วิก็เป็นความทรงจำตอนเด็ก เวลาเราไปป่าไปเขาเรารู้สึกว่าสบายใจ เป็นความรู้สึกเหมือนว่าอยากอยู่ในป่าเพราะมีอิสระ…”
พี่วิเล่าถึงวิธีการทำงานกับภูครามที่เหมือนเป็นการเรียนรู้ไปในตัว ฉันมองว่าไม่ต่างจากนักเรียนศิลปะที่ก่อนจะลงมือสร้างสรรค์ผลงานต้องมีการไปเก็บข้อมูลหรือหาแรงบันดาลใจ แล้วค่อยนำมาถ่ายทอดเป็นผลงาน เสร็จแล้วจะต้องนำเสนอแนวคิดที่มาที่ไปก่อนจะปรากฏเป็นผลงานชิ้นนั้นๆ เหมือนส่งงานอาจารย์แล้วต้องพรีเซนต์หน้าห้อง คุณค่างานของภูครามจึงเกิดจากตรงนี้
“ภูครามนี้ให้อิสระกับเรามาก ชิ้นหนึ่งทำ 5-6 เดือนพี่เหมี่ยวก็ไม่ว่า พร้อมเมื่อไหร่อยากทำตอนไหนถึงทำ ไม่เคยบังคับว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพียงแต่เราต้องรักษาเสื้อที่ได้มาให้ดี ช่างที่นี่ตั้งใจทำ และสุดฝีมือทุกคน”
งานพี่วิส่วนใหญ่จะเป็นภาพธรรมชาติในป่า มีต้นไม้หลากหลาย
“พี่วินึกงานตัวเองเหมือนธรรมชาติในป่า อารมณ์ของเราเหมือนมีอิสระ เวลาเข้าไปในป่า พี่วิจะรู้สึกว่าหลับตาลงเหมือนไม่มีอะไรมาใกล้เรา ไม่มีอันตราย เหมือนมันคุ้มค่าที่เราได้เข้าป่า ไม่ต้องพะวงเรื่องการทำงานหาเงิน เวลาเราไปป่าเราจะเห็นต้นไม้ต้นเก่านั้น ไปทีไรอุ่นใจทุกที”
“เหมือนได้กลับไปเจอเพื่อน” ฉันเข้าใจในความหมายนั้น
“ใช่ ต้นนี้ยังอยู่ เขายังอยู่ที่เดิม ทำให้คิดว่าชีวิตคนเราจะดิ้นรนไปอะไรนักหนา มันมีความรู้สึกแบบนั้นในหัว เห็นคนอื่นไปทำงานกรุงเทพ เขากลับมาเขาได้นั่นได้นี่ แต่เรายังอยู่ที่เดิม แต่เราก็ไม่ได้หายใจน้อยลงไปกว่าเขาไม่ได้แตกต่างในความเป็นมนุษย์ร่วมโลก ถึงเขาจะไปไหนต่อไหน แต่เราอยู่ที่เดิมเหมือนต้นไม้ที่ยังอยู่ที่เดิม แต่ก็เติบโตได้ มีความเข้มแข็งในตัวเอง ถึงอะไรจะผ่านมา ผ่านไป ถึงใครจะไปไกลแค่ไหน เขายังอยู่ที่เดิม แต่เขาก็เติบโต พี่วิมีความรู้สึกแบบนั้นในชีวิต”
“มันเลยสะท้อนลงมาที่เสื้อตัวนี้” ฉันมองเสื้อสีน้ำตาลที่พี่วิกำลังปัก
“เราเล่าได้ว่าไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จะแล้ง จะฝน จะหนาว จะร้อน หรือพายุหนักแค่ไหน เขาก็มีพลังยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง เปรียบเทียบเหมือนพลังหนึ่งที่เราสามารถสร้างขึ้นมาด้วยจิตใจของเราเอง”
“ต้นอะไรที่พี่วิชอบคะ”
“ต้นแหว่ง หรือกระดิ่งนางฟ้า เป็นต้นไม้ที่พี่วิชอบ พฤษภาคม-มิถุนายน เขามีดอกแล้วบางต้น เหมือนเขาจะออกดอก 2 ครั้ง ตอนหน้าหนาวก็เห็นบางต้นออกดอก รู้สึกเหมือนเขามีความงามเหมือนนางไม้ ต้นที่อยู่ลำน้ำ คิดดูสิว่าเขาเข้มแข็งมากแค่ไหน ทั้งฝนทั้งน้ำซัด หน้าแล้งเขาก็จะมีความชุ่มชื่นเพราะอยู่ใกล้ลำธาร เป็นต้นไม้ที่มีความงามของราก เหมือนเขายืนอยู่บนน้ำ ไม่รู้ว่ารากเขาหยั่งลึกแค่ไหนแต่ดูเหมือนเขายืนอยู่บนน้ำ รากเขาจะลอยไปตามน้ำ สงสัยว่าทำไมเขาทนจังเลย เลยชอบต้นนี้เป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ค่อยอยากจะปักเขาเยอะเกินไป กลัวว่างานจะมีแต่กระดิ่งนางฟ้าทุกตัว เหมือนหากินแต่กับกระดิ่งนางฟ้า”

“มันจะได้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราไงคะ ว่างานพี่วิจะต้องมีกระดิ่งนางฟ้าทุกตัว ให้กระดิ่งนางฟ้าแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง” ฉันช่วยออกความเห็น
“แต่ละต้นก็ไม่เหมือนกัน บางต้นก็รากเยอะ ลำตันใหญ่ บางต้นก็กิ่งเยอะ ต้นไม่ใหญ่” พี่วิสาธยายลักษณะต้นกระดิ่งนางฟ้าจากการสังเกตและจดจำให้ฟัง
“คนเชียงใหม่เชียงรายจะเรียกว่าดอกโจ้ก หรือดอกโชค” พี่วิเสริม
“จริงด้วย เพื่อนที่เชียงใหม่เคยเรียกชื่อนี้” ฉันนึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่เห็นต้นกระดิ่งนางฟ้าในกระถางหน้าร้านของเพื่อนที่เชียงใหม่
“เขาจะเอาใส่กรวยดอกไม้ไปไหว้พระช่วงเข้าพรรษา” ฉันบอกพี่วิ นึกถึงตอนที่อยู่เชียงใหม่และไปวัดช่วงเข้าพรรษา
“ใช่…เป็นดอกไม้มงคล” พี่วิเสริม
“พี่วิหลงเสน่ห์ที่นี่ เพราะมีป่า มีที่ให้หาอยู่หากิน มีลำน้ำ เหมือนบ้านเก่าที่จังหวัดเลย แต่แถวนี้เขาลอกคลอง แต่ก่อนไม่เป็นแบบนี้นะ แต่ก่อนมันเป็นห้วยแล้วก็มีกอไผ่ป่า เรามาหาอยู่หากินได้ แต่เดี๋ยวนี้มันจะเป็นล๊อกใครล๊อกมัน เราก็ไม่กล้ามาหากินเท่าไหร่ แต่ก่อนมันจะมาได้หมดเลยตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่มีว่าของใครๆ ที่มีเจ้าของนะ แต่ห้วยหนองคลองบึงลำธารแถวนี้ ก็มาหากินกันได้หมด มีปูมีปลาก็มาช้อนมายกยอได้ ทุกวันนี้เขาก็เกรงใจกัน มีความเป็นคนเมืองขึ้นมา จากที่เราเคยมาเที่ยวซื้อแจ่วปลาร้าถุงละ 5 บาท ได้เยอะ อร่อยมาก ทำไมที่นี่เขาทำอาหารอร่อย ก็อยากมาอยู่ พอมาอยู่แล้วรู้สึกดี ปู่ย่าก็ดี เพื่อนบ้านก็ดีมีน้ำใจ ไปไหนมาไหนไถ่ถามกัน ไม่เหมือนตอนอยู่เมืองเลย มันเป็นชุมชนคนเมือง ต่างคนต่างอยู่เหมือนคนกรุงเทพ อยู่บ้านติดกันเขาก็ไม่สนใจกัน รู้สึกว่าไม่มีเสน่ห์ ไม่อยากกลับไปอยู่บ้าน พอได้แฟนที่นี่เลยอยู่ที่นี่เลย” ดูเหมือนว่าพี่วิจะรักภูพานจริงๆ เพราะที่ไหนที่เราอยู่แล้วรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเราจะไม่อยากจากไปไหน
“เวลาหาเห็ดก็จะชวนกันไปหลายๆคน ไปกันเป็นกลุ่มเป็นพวก สนุก เห็ดเยอะๆ เราก็จะเรียกเพื่อน ‘มาเด้อมาเก็บทางนี้’ บางทีคนอยากเก็บเอาคนเดียวให้พอก่อนก็ตะโกนบอก ‘อย่าเพิ่งมาเด้อ กำลังขี้อยู่” พี่วิเล่าไปหัวเราะไป
“หน้าหนาวมีอะไรให้เราไปทำคะ”
ฉันสงสัยว่าถ้าหน้าฝนสิ่งที่น่าสนุกคือไปเก็บเห็ด แล้วหน้าหนาวจะได้ทำอะไร
“หน้าหนาวเป็นช่วงเกี่ยวข้าว ก็ไปช่วยกันตากข้าว เพราะเราใช้รถเกี่ยว แต่ก่อนเขาลงแขกเกี่ยวข้าวกัน เสร็จจากนาคนนี้ก็ไปช่วยนาคนนั้น ทำนาแบบเป็นพี่เป็นน้อง เราก็ทำกับข้าวเลี้ยงกัน อยู่แบบนี้ดีกว่าอยู่ในเมือง“
ฉันนั่งมองการปักผ้าของพี่วิที่ดูคล่องแคล่ว ฉับไว แม่นยำ ฝีเข็มออกมาดูเป็นระเบียบและแตกต่างจากช่างคนอื่นมาก พี่วิมีฝีเข็มที่โดดเด่นเฉพาะตัว เป็นข้อหนึ่งที่ทำให้ฉันอยากติดตามดูการทำงานของพี่วิ
“กี่โมงแล้ว” พี่วิถามฉัน
“จะ 10 โมงแล้วค่ะ”
“ไป งั้นเราเตรียมตัวไปนาพี่แจ๋วกัน”
พี่วิเก็บเสื้อและอุปกรณ์ใส่กระเป๋า ฉันยกกาแฟอึกสุดท้ายขึ้นจิบ ก่อนจะเก็บของใส่กระเป๋า แล้วเดินตามไปซ้อนมอไซค์พี่วิมุ่งหน้าไปนาพี่แจ๋ว
**ติดตามมื้อเที่ยงของพวกเราได้ที่เรื่องราวของพี่แจ๋ว ช่างปักหัวใจอิสระ ตอนที่ 2
เขียนโดย ม่านเมฆา



