“ยายนับถือช่างภูครามหลาย ๆ คน เขาเก่งนะ เพราะเขาต้องดูแลครอบครัว ทำงานอื่นไปด้วย ควบคู่กับการปักผ้าไปด้วย ยายนี่ไม่ต้องดูแลใคร ไม่ยุ่งยากอะไร ยายยังยากกว่าจะดึงจิตมาอยู่กับงานปักผ้าได้ แต่คนอื่นละจากเสียมจากจอบ ละจากล้างถ้วย ละจากดูแลสามี ละจากลูก เข้ามานั่งปักผ้าได้เลย เขาเก่งจัง”
เช้านี้ฉันรอน้ายืนมารับที่ภูคราม เรานัดกัน 10 โมง แต่ 10 โมงครึ่งแล้วยังไม่เห็นวี่แววน้ายืน คนในภูครามออกไปส่งของให้ลูกค้าแต่เช้าไลน์มาบอกว่า เห็นน้ายืนตามจับควายอยู่ริมถนน
พอทุกคนรู้ข่าวก็ขำในเหตุการณ์นี้ ลองนึกภาพน้ายืนไล่ตามควาย ถ้าเล่าเป็นดราม่าชีวิตรันทด ฉันคงต้องเขียนให้น้ายืนลำบากตรากตรำล้มลุกคลุกโคลนเพราะเมื่อเช้ามีฝนตก
เรื่องของเรื่องคือ ควายที่น้ายืนเลี้ยงไว้หลุดไปนาของชาวบ้าน แล้วไปนอนทับต้นกล้าของเขา น้ายืนต้องตามไปรับผิดชอบ แล้วพาควายกลับคอก น้ายืนจึงฝากบอกว่าจะมารับฉันช้าหน่อย
เรื่องของน้ายืนจึงกลายเป็นมุมน่ารัก ที่ฉันก็พลอยจะเป็นตัวละครในเรื่องของน้ายืนไปด้วย เพราะอาทิตย์ที่แล้วรอน้ายืนมารับ แต่น้ายืนก็ออกมาไม่ได้เพราะฝนตก ทางไม่สะดวก อาทิตย์นี้ก็ต้องรอน้ายืนไปตามควายให้เสร็จก่อน แต่นี่ก็คือวิถีชีวิตจริงของพวกเขาที่ไม่ได้ตื่นเช้ามานั่งปักผ้าสวย ๆ ยังมีงานอื่น ๆ ให้รับผิดชอบอีกหลายด้าน
“ยายนับถือช่างภูครามหลาย ๆ คน เขาเก่งนะ เพราะเขาต้องดูแลครอบครัว ทำงานอื่นไปด้วย ควบคู่กับการปักผ้าไปด้วย ยายนี่ไม่ต้องดูแลใคร ไม่ยุ่งยากอะไร ยายยังยากกว่าจะดึงจิตมาอยู่กับงานปักผ้าได้ แต่คนอื่นละจากเสียมจากจอบ ละจากล้างถ้วย ละจากดูแลสามี ละจากลูก เข้ามานั่งปักผ้าได้เลย เขาเก่งจัง” น้ายืนเคยพูดกับฉันไว้อย่างนี้
“ยายทำงานเดิมนาน ๆ ไม่ได้นะคะ ทำนี่แล้วก็วิ่งไปทำนั่น เวลาฝนตกหญ้าก็ขึ้นเยอะในนาในสวน ยายต้องไปถางหญ้าก่อน เลยไม่ได้ปักผ้าตลอด วันหนึ่งได้ปักทีละชั่วโมง สองชั่วโมง เลยไม่ค่อยได้ปักผ้า” ก็อย่างวันนี้ที่น้ายืนต้องไปตามควายเข้าคอกก่อน
เกือบ 11:00 น. น้ายืนมาถึงภูครามด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ยังมีรอยยิ้ม คนในครัวจัดแจงหาข้าวหาน้ำให้น้ายืน เสร็จแล้วน้ายืนนั่งคุยกับแม่บิ คุณแม่ของคุณเหมี่ยวอยู่พักใหญ่ ก่อนเราจะได้ฤกษ์ออกจากภูครามไปนาน้ายืนกัน น้ายืนบอกว่าเมื่อเช้าไปเก็บเห็ดมาแล้วไม่ทันรอให้เราไปเก็บด้วย เพราะเห็ดมันจะบานเสียก่อน แล้วจะเลยจุดอร่อยไปเสีย วันนี้จึงจะมีแกงเห็ดให้กินเป็นมื้อกลางวัน
น้ายืนพาเดินออกไปขึ้นรถกระบะที่จอดอยู่หน้าถนน
“อ้าววันนี้เอารถกระบะมาเหรอคะ นึกว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์มา”
“มันร้อนค่ะ กลัวคุณร้อน” น้ายืนเลือกที่จะขับรถยนตร์ออกมารับฉันเพราะไม่อยากให้ฉันตากแดดระหว่างทาง ซึ่งสำหรับตัวฉันก็ทนแดดทนฝนอยู่ประมาณหนึ่ง แต่สู้ความใจดีของน้ายืนไม่ได้หรอก
รถวิ่งมาสักพักก็พาเลี้ยวออกจากถนนหลักเข้าสู่ซอยหมู่บ้าน ลัดเลาะไปจนสิ้นสุดทางคอนกรีตแล้วเปลี่ยนเป็นทางดินแดง ยิ่งลึกเข้าไปทางยิ่งเป็นหลุมเป็นบ่อมากขึ้น ฉันจึงเข้าใจคำว่าออกมารับไม่ได้ของน้ายืนในครั้งที่แล้วว่าถ้าฝนตกทางมันจะเละและลื่นเพียงใด ถ้าขี่มอไซค์มีหวังลงไปจับกบแน่นอน รถยนตร์ก็อาจเสี่ยงติดหล่มได้ แต่วันนี้ทางแห้งทางสะดวกเราจึงมาถึงที่หมายในที่สุด
ที่ของน้ายืนมองด้วยตาเปล่าค่อนข้างกว้างใหญ่ เป็นทุ่งหญ้า มีต้นไม้ใหญ่ในบางจุด ล้อมด้วยรั้วลวดหนาม เมื่อรถมาจอดสุดทางที่ใต้ต้นไม้ร่มรื่น ก็จะเห็นเรือนไม้ยกพื้นใต้ถุนสูงจอดรถได้ 1 คัน สุนัขไทยหลังอานสีน้ำตาลไหม้หน้าโหดเหมือนทหารดุออกมายืนกระดิกหางรอเพราะจำรถได้ แต่พอเห็นฉันซึ่งเป็นคนแปลกหน้านั่งมาด้วย มันจึงหยุดกระดิกหางและจ้องฉันไม่วางตา
“น้ายืนเก็บหมาก่อนไหมคะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงกริ่งเกรง เพราะขึ้นชื่อว่าสุนัขไทยหลังอานนั้นเป็นสุนัขไทยสายโหดอันดับต้น ๆ รองจากบางแก้ว
น้ายืนลงจากรถไปเอาโซ่จูงน้องเข้ากรง ฉันจึงค่อยลงจากรถ แต่น้องก็ยังไม่ละสายตาจากฉัน ความไม่เห่าแต่จ้องนิ่ง ๆ นี่แหละที่ทำให้ฉันหวาดระแวง
ถัดจากบริเวณบ้านเข้าไปมีเพิงเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนเป็นที่ทำครัว มีเถียงนาอยู่อีก 1 หลัง และเถียงนาน้อย ๆ มีเปลผูกอยู่อีก 1 จุด ตรงกลางเป็นกองฟืนที่น้ายืนจุดไฟตั้งหม้อน้ำไว้อยู่ ฟืนยังคุกรุ่นมีควันลอยเอื่อย ๆ ไม่ขาดสาย ฉันเดินไปนั่งที่ชานพักใกล้กองฟืน บรรยากาศร่มรื่นเพราะมีต้นก้ามปูใหญ่แผ่กิ่งก้านปกคลุมให้ร่มเงาอยู่ มองเลยเข้าไปจะเห็นมีคอกควายและบ่อน้ำ ควาย 2 ตัว ยืนนิ่งมองแขกผู้มาเยือนตาแป๋ว




“ยายเตี้ย กับบักอ่ำหล่ำ” น้ายืนบอกชื่อทั้งสอง “ยายเตี้ยเป็นแม่บักอ่ำหล่ำ นี่แหละค่ะเมื่อเช้าที่ได้ไปตามจับมา ได้เสียเงินให้เขา 200 เพราะไปนอนตากกล้าเขา” น้ายืนหมายถึงบักอ่ำหล่ำที่ไปนอนทับต้นกล้าข้าวในนาคนอื่น
“แล้วน้องหมาชื่ออะไรคะ”
“ตัวนี้ชาไทยตัวเมียค่ะ อีกตัวลีโอตัวผู้ คงออกไปเที่ยว เพราะเขาเป็นหนุ่ม เดี๋ยวยายขอไปปล่อยควายออกจากคอกแป๊ปนึง ให้มันไปกินหญ้า”
น้ายืนเดินไปปลดเชือกควายทั้ง 2 ในคอก แล้วจูงไปแถวบ่อน้ำ เสียงกระดึงที่ห้อยคอเจ้าควายทั้งสองดังเป็นจังหวะสลับกันไปตามจังหวะเดินของมัน
ฉันเดินไปดูที่เพิงน้อยทำครัวของน้ายืน มีเห็ดสีเหลือง ๆ แช่น้ำอยู่ กับบางส่วนที่อยู่ในตะกร้า หยิบก้านดอกที่หักขึ้นมาดูเห็นเป็นรูพรุนเหมือนฟองน้ำอย่างที่พี่วิเคยเล่าให้ฟัง



“เห็ดระโงกค่ะ” น้ายืนกลับมาจัดแจงเตรียมทำแกงเห็ด เอาครกมาตำพริก แล้วเดินไปเด็ดยอดอะไรบางอย่างมากำมือหนึ่ง ฉันขอดู หน้าตาคล้ายชะอมผสมมะขามเพราะมีหนามแต่สีเหมือนยอดมะขาม


“ส้มป่อยค่ะ ใส่เอารสเปรี้ยว บ้านเรานี้ไม่ยอดมะขามก็ยอดส้มป่อย”
น้ายืนวางยอดส้มป่อยแล้วก็เดินไปเด็ดใบแมงลัก ครัวน้ายืนนี้ช่างกว้างใหญ่กินเนื้อที่หลายตารางเมตรอยู่เหมือนกัน เดินไปเก็บใบโน้นทีใบนี้ทีมาใส่แกง

“ยายเป็นลูกคนรองสุดท้อง แม่มีลูก 7 คน ที่บ้านปลูกฝังมาไม่ต้องทำงานบ้าน ไม่ต้องทำกับข้าว ยายทำไม่เป็นเลยค่ะ แต่ครอบครัวยายจะปลูกฝังให้ทำนา ทำสวน ทำไร่ ไถนาแต่เล็ก พี่ชายจะแบ่งงานให้ตั้งแต่เช้าก่อนไปโรงเรียน บางทีก็มานอนนา” น้ายืนเล่าไปทำแกงเห็ดไป
“แล้วใครเป็นคนทำกับข้าวคะ”
“พี่สะใภ้กับพี่สาวค่ะ เพราะเป็นครอบครัวใหญ่ พวกยายก็เลยไม่ต้องทำตรงนี้ เลยทำไม่เป็น เพิ่งมาเป็นตอนมีครอบครัว”
น้ายืนปรุงแกงเห็ดด้วยเกลือ น้ำปลา น้ำปลาร้า
“พอเรามาปฏิบัติธรรม บางทีก็ไม่อยากทำอะไรอยากอยู่เฉย ๆ เรียกว่าขี้เกียจไหมคะ เพราะเราไม่อยากได้อะไรมาก พอเราไม่อยากได้มาก ก็ไม่ทำมาก แต่ก่อนจะทำอะไรต้องมาคิดคำนาณว่ามันคุ้มไหม ถึงบอกว่าเงินค่าปักผ้าไม่ได้เยอะนะแต่ก็พออยู่ได้ เพราะเราไม่มีความอยาก แต่ปีนี้ก็ว่าจะทำนาอยู่นะคะ สัก 2-3 ไร่ ปลูกไว้กินเอง ก็จะได้ข้าว 30-40 กระสอบ”
น้ายืนเล่าแล้วเดินไปเปิดกระติ๊บข้าวเหนียว หยิบข้าวมาก้อนหนึ่งเล็ก ๆ วางใส่ทัพพีแล้วเอาไปแช่ในหม้อแกง สักพักก็ยกขึ้นมา
“วิธีดูว่าเห็ดมีพิษไหมให้เอาข้าวเหนียวมาทำแบบนี้ค่ะ ถ้าเห็ดมีพิษข้าวจะดำเลย ถ้าเห็ดกินได้ข้าวก็ขาวปกติ”
น้ายืนยกหม้อแกงลงจากเตา จัดแจงตักใส่ถ้วย เอามาวางตรงหน้าฉัน หยิบกระติ๊บข้าวมาเตรียมลงมือรับประทาน
“กินกาแฟไหมคะ” น้ายืนถามฉัน
“หนูกินมาแล้วค่ะ”
“ยายต้องกินสักหน่อย”
น้ายืนยกกาน้ำขึ้นวางบนเตา ไม่ให้ฟืนไหม้ไปเสียเปล่า

เราลงมือกินแกงเห็ดอย่างเอร็ดอร่อย เป็นแกงเห็ดที่ปรุงง่าย ๆ แต่รสชาติอร่อยกลมกล่อม กินเสร็จแล้วก็เก็บสำรับ น้ายืนเปลี่ยนที่นั่งกินข้าวเป็นห้องทำงาน เอาเบาะมาวางพร้อมกับกระบุงคู่ใจใส่อุปกรณ์ ก่อนจะไปชงกาแฟมาวางข้าง ๆ และเริ่มลงมือปักผ้า



เสื้อสีขาวที่ปักค้างไว้ ยังไม่คืบหน้าไปไหน
“ยายปักช้า แค่ตรงแขนนี้ก็เป็นอาทิตย์แล้วค่ะ ไม่เร็วเหมือนช่างคนอื่น ถ้าเวลาเอางานไปส่งแล้วคุณเหมี่ยวให้ปักเพิ่มสัก 3-4 ดอก ยายขอเอากลับมาทำที่บ้านเลยนะคะ ยายทำเร็วไม่เป็นค่ะ ถ้าเร็วแล้วไม่มั่นใจค่ะ ไม่สวยเลย ไม่ใช่ยาย แต่คนอื่นเร็วด้วย สวยด้วยนะคะ ยายนี่ถ้าทำเร็วก็ ‘มุนอุ้ยปุ้ย’” น้ายืนใช้ศัพท์ถิ่นทำให้ฉันหัวเราะเพราะเป็นคำที่ฟังดูน่ารักแต่แปลว่า “เละเทะ”
“ตอนเด็กมานอนนากับพ่อ ยายเห็นดวงจันทร์ยายก็คิดว่าทำไมมันสวยจังนะ พ่อยายพานอนอยู่ตรงซุ้มไผ่ คือมันมีกอไผ่แล้วมันโน้มลงมาเป็นซุ้ม แล้วก็จะมีสะแนนอยู่ใต้นั้น” น้ายืนหมายถึงแคร่แล้วชี้ไปยังจุดที่พูดถึง
“ยายก็นอนคิดว่าถ้าโตมาอยากมีครอบครัว ยายเห็นภาพตัวเองนั่งเข็นฝ้าย แล้วสามีเป่าขลุ่ยให้ฟัง จริง ๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จักหรอกว่าชีวิตครอบครัวเป็นยังไง แต่เราคิดเห็นบรรยากาศนั้น”
“อยากมีสามีแบบพี่ขวัญเหรอคะ” ฉันนึกถึงภาพยนตร์ไอ้ขวัญกับอีเรียม
“แต่ก่อนไม่รู้จักนะคะอ้ายขวัญอีเรียมน่ะ ไม่ได้ดูหนัง แต่พอโตขึ้นมาวิ่งหนีความฝันตัวเอง อยากโต อยากไปทำงานกรุงเทพ ไม่อยากอยู่บ้านนอก นึกรังเกียจ ตอนเด็กไม่ได้รู้สึกเหนื่อย ยาก ลำบากนะคะ แต่ว่าอยากเป็นคนกรุง อยากเป็นนางเอก เพราะเราฟังละครวิทยุ
แล้วก็มีหนุ่มในหมู่บ้านมาจีบ มาขอกับพ่อแม่ ก็แต่งงานกัน แล้วก็เลิกกันไป ต่อมาก็มาแต่งกับคนที่ 2 ซึ่งเป็นพ่อของลูก แล้วก็เลิกรากันไปอีก แล้วก็มาเจอคนปัจจุบัน”
ฉันถามน้ายืนว่าอนุญาตให้เอาเรื่องครอบครัวมาเล่าได้ไหม น้ายืนยินดีให้เล่า โดยบอกว่า
“เล่าได้ค่ะ เพราะมันเป็นชีวิตจริงเรา คู่ชีวิตเราเขาก็ไม่ได้ผิดนะคะ ไม่มีใครผิดใครถูกนะชีวิตครอบครัวน่ะ ยายว่ามันอยู่ที่ความพอใจของแต่ละฝ่าย ถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้เลิกกันไปก็ดีแล้ว ดีกว่ามาวางยาให้กันแบบที่เป็นข่าว ตอนนี้ก็ต่างคนต่างอยู่ มีชีวิตของใครของมัน”
น้ายืนเงียบไปสักพัก เสียงกระดึงของควายแว่วมาเป็นระยะ
“…มีช่วงหนึ่งที่ไปเกาหลีก็ไปทำงานร้านนวด แต่อยู่เกินวีซ่า โดนตม.จับ โดนกักบริเวณ ที่ยายมาฟังพุทธจวนยายได้จากหนังสือภพภูมิของพุทธวจนเล่มใหญ่ของยาย ตอนที่โดนจับ เขาให้หยิบของส่วนตัวไปด้วยได้ไม่กี่อย่าง ยายก็หยิบได้แต่หนังสือสวดมนต์ หนังสือพุทธวจนกับพาสปอร์ต…”
“มีช่วงหนึ่งที่ไปเกาหลีก็ไปทำงานร้านนวด แต่อยู่เกินวีซ่า โดนตม.จับ โดนกักบริเวณ ที่ยายมาฟังพุทธจวนยายได้จากหนังสือภพภูมิของพุทธวจนเล่มใหญ่ของยาย ตอนที่โดนจับ เขาให้หยิบของส่วนตัวไปด้วยได้ไม่กี่อย่าง ยายก็หยิบได้แต่หนังสือสวดมนต์ หนังสือพุทธวจนกับพาสปอร์ต ตำรวจเขาก็เอาหนังสือสวดมนต์เล่มเล็กไปเปิด ๆ ดูแล้วก็โยนทิ้งขยะ ยายเลยขอในใจว่าถ้าไม่ได้หนังสือสวดมนต์ก็ขอให้ได้เล่มใหญ่ติดตัวไปด้วยเถอะ สุดท้ายก็ได้ถือเล่มใหญ่ขึ้นรถตำรวจ ของที่เหลือเขาก็ให้ญาติพี่น้องจัดการให้ หนังสือนั้นไม่ใช่คำพูดของหลวงตา หลวงลุง หรืออาจารย์คนไหน แต่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ยายเลยเกิดศรัทธาอย่างมุ่งมั่น”
น้ายืนหยุดเล่าพร้อมมองตาฉันอย่างที่อยากจะยืนยันถึงศรัทธานั้นจริง ๆ
“ตอนอยู่ที่ร้านนวดยายก็ตัวดำ ๆ ขี้เหร่กว่าคนอื่น พอถูกจับอยู่ในที่กักกันมีแต่คนร้องไห้ กินข้าวไม่ได้ ยายก็สอนวิธีให้เขากินได้ เขาจะมีข้าว มีซุปสาหร่ายกับไข่ต้มให้ทุกมื้อ ยายก็บอกให้เขากินน้ำซุปด้วยอย่ากินแต่ไข่ มันจะได้คล่องคอ สอนวิธีคิดให้เขา ตอนลูกพี่ยายเอาเสื้อผ้าไปให้ เขาบอกว่าแต่ก่อนดูขี้เหร่ ทำไมมาอยู่ในนี้ดูดีกว่าคนอื่น เพราะยายไม่ได้คิดมาก ยายคิดว่าไม่เป็นไร แต่พวกคนสวย ๆ เขาเศร้า กินไม่ได้นอนไม่หลับ ห่วงลูกห่วงครอบครัว เขาก็โทรม จนเถ้าแก่เอาเงินมาประกันตัวถึงได้ออก แต่ยายใช้เงินตัวเองประกันตัว อยู่แค่ 14 วันก็ได้ออกมา”
น้ายืนเว้นจังหวะด้วยการยกกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะเล่าต่อ
“ตอนกลับจากเกาหลี ก่อนมาปักผ้า ไปขายของ ขายผลไม้อยู่หน้าบ้าน แล้วก็ไปตามคลองถม”
“คลองถมกรุงเทพหรือคะ”
“บ้านนอกเราก็เรียกคลองถม ก็ไปตลาดนัดวันจันทร์ วันศุกร์ แต่ละหมู่บ้าน ขายเงาะ ขายทุเรียน”
“เอามาจากไหนคะ”
“ไปรับซื้อเขาค่ะอยู่ในเมือง เขามีแหล่งซื้อ ก็ไปเอาตั้งแต่ตี 4 ตี 5
“คนแก่บางทีเขาก็ไม่มีเงินซื้อเยอะ หรือเด็ก ๆ เตะบอลมาเหนื่อย ๆ ยายก็หยิบผลไม้ให้เฉย ๆ ไม่ต้องซื้อ มีแต่คนเรียกยายว่า ยายใจดี มันก็ส่งผลดีตรงที่ เด็ก ๆ ที่เราให้เขากินฟรีตอนนั้น ก็ไปบอกพ่อแม่ให้มาซื้อของร้านเรา”
ตอนขายของขายดีมากนะคะ แต่ยายไม่ชอบอาชีพนั้น เพราะมันไม่ใช่ตัวตนของยาย เพราะเราต้องไปแย่งเอาผลไม้กับเขาตั้งแต่ตี 4 จะได้ผลไม้สวย เวลายายทำอะไรยายทำได้ดีนะคะ ยายไปแค่ 2-3 ครั้งแรก ยายก็ได้ของดี จนเฮียเจ้าของผลไม้เขาว่าทำไมเก่งจังไปแย่งมาได้ ยายอาศัยว่าเราตัวเล็ก แต่ยายแย่งมาได้ยายก็แบ่งให้เพื่อนนะคะ กระจายออกไปให้คนโน้นคนนี้ เพราะเขาจะดันลังผลไม้จากบนรถมาตามกระดานไม้ เราก็ไปยืนดักรอเอา ของไถลมาเราก็รีบดึงออกกระจายออกให้เพื่อน คนที่เขาแย่งไม่ทันเราก็แบ่งให้ พอเราไม่ทันเขาก็แบ่งให้เรา บางคนเขาไม่แบ่งเลยนะ มันก็เลยเกิดเป็นกลุ่มที่ช่วยเหลือกัน เวลายายขายของ ถ้าผลไม้คนละชนิดแต่ราคาเท่ากัน เช่น เงาะกิโลกรัมละ 30 บาท ลำไยกิโลกรัมละ 30 บาท ยายให้ซื้อคละกันได้ ชั่งรวมกันได้ เพราะคนแก่บางทีเขาก็ไม่มีเงินซื้อเยอะ หรือเด็ก ๆ เตะบอลมาเหนื่อย ๆ ยายก็หยิบผลไม้ให้เฉย ๆ ไม่ต้องซื้อ มีแต่คนเรียกยายว่า ยายใจดี ตอนแรกยายก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเรียกยายกันอย่างนี้ วันหนึ่งยายล่องแพไปกับเพื่อน เด็ก ๆ เล่นน้ำอยู่ริมตลิ่งก็ตะโกนเรียก ‘ยายใจดี ๆ’ มันก็ส่งผลดีตรงที่ เด็ก ๆ ที่เราให้เขากินฟรีตอนนั้น ก็ไปบอกพ่อแม่ให้มาซื้อของร้านเรา ถึงอย่างนั้นได้เงินเยอะแต่ก็ไม่มีความสุข ทำด้วยกันกับลูกพี่ลูกน้อง แบ่งเงินกันทุกอาทิตย์ แต่เราต้องเป็นคนไปแย่งชิงกับเขา ก็เหนื่อยเพลีย มาปักผ้าก็ไม่ต้องไปแย่งอะไรกับใคร”
“มิน่าตอนให้เลือกเสื้อเลยไม่แย่งกับเขา” ฉันนึกถึงตอนที่คุณเหมี่ยวให้เลือกเสื้อตัวใหม่เพื่อไปใช้ปักในโปรเจคนี้ น้ายืนเป็นคนเดียวที่แค่ยืนดูไม่ลงไปแย่งกับเขา
“ยายว่ายายไม่ได้เป็นคนกระตือรือร้น”
น้ายืนถามว่าเวลาคุยไปต้องปักไปด้วยไหม ฉันว่าก็แล้วแต่น้ายืนจะสะดวก
“ยายทำได้ทีละอย่าง ถ้าคุยไปด้วยก็ปักไม่ได้” น้ายืนพูดยิ้ม ๆ
ขณะที่คุยอยู่มดตกลงมาไต่เข้าเสื้อของฉันอยู่หลายรอบ น้ายืนเลยบอกว่านี่คือสาเหตุที่ไม่ได้งานเพราะโดนมดโดนแมลงกวน ไหนจะเวลาชาร์จแบตเตอรี่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ถ้าฟ้าครึ้มไม่มีแดด ตอนกลางคืนก็ไม่มีไฟใช้
จากที่คุยกันไปคราวที่แล้วฉันนึกภาพไม่ออก แต่พอได้มาเห็น มาอยู่ในสถานที่จริงแล้ว ฉันจึงเข้าใจน้ายืนมากขึ้น
“ที่ยายมาอยู่ไร่ อยู่นาได้ เพราะมีคำสอนในพุทธวจน และภูคราม ยายเลยว่าถึงเราจะไม่ได้เงินเป็นก้อนจากการปักผ้าแต่เราสามารถอยู่แบบมั่นคงได้ แบบไม่ต้องการอะไรมาก แต่ก่อนมีเงินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอนะคะ แถมแต่ก่อนยายเป็นคนไม่มีสติด้วย แต่ก่อนปักอะไรก็ไม่เป็น แต่คุณเหมี่ยวเขาเป็นคนมีความเมตตามาก
แต่ก่อนเราไม่ได้เป็นคนรักต้นไม้ขนาดนั้น แต่พอมาอยู่ภูครามเราก็ซึมซับไปโดยปริยาย แต่ก่อนแถวใกล้ ๆ ที่ยายจะมีดงป่าอยู่ แล้วคนเขามาถางที่ทำไร่ทำสวน ยายนั่งปักผ้าอยู่ เวลาเขาตัดต้นไม้แล้วเสียงต้นไม้ล้มมันเจ็บแปล๊บเข้าไปในหัวใจ เขาตัดอยู่หลายวันจนยายอยู่ไม่ได้ ต้องออกไปอยู่ข้างนอก ไปอยู่แถวบ้านหนองผือ ไม่คิดว่าเราจะรู้สึกได้ถึงขนาดนี้ความหวงแหนป่าของเรา อย่างที่ข้าง ๆ ก็เหมือนกัน มันมีต้นบักแงว ที่คล้ายลิ้นจี่แต่เป็นลูกเล็ก ๆ เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่เราเห็นมานาน ยายไปข้างนอกกลับมาเห็นแต่ซากมัน ยายถึงกับร้องไห้”
ถึงตอนนี้น้ายืนพูดด้วยเสียงเครือพร้อมน้ำตาคลอในดวงตา
“…จะบอกว่ายายปลูกให้แผ่นดินมันก็ดูยิ่งใหญ่เกินไป แต่ยายคิดอย่างนั้นจริง ๆ ยายปลูกให้แผ่นดินเกิด เพราะแต่ก่อนแถวนี้ก็เป็นป่าหมดนะ นี่แหละค่ะเพราะภูครามปลูกต้นไม้ในใจเรา…”
“ลูกยายเคยบอกว่าอยากปลูกยางในที่ของยาย ยายเลยขอลูกว่า ชั่วชีวิตที่แม่ยังอยู่ แม่ขอปลูกป่าเถอะ ถ้าไม่มีแม่แล้ว ลูกอยากปลูกอะไรลูกก็ปลูก เขาก็เลยโอนเงินให้ยายมาซื้อกล้าไม้ จะบอกว่ายายปลูกให้แผ่นดินมันก็ดูยิ่งใหญ่เกินไป แต่ยายคิดอย่างนั้นจริง ๆ ยายปลูกให้แผ่นดินเกิด เพราะแต่ก่อนแถวนี้ก็เป็นป่าหมดนะ นี่แหละค่ะเพราะภูครามปลูกต้นไม้ในใจเราค่ะ ทำให้เราหวงแหน ต้นไม้ในที่แต่ก่อนก็ต้นเล็ก ๆ พอเรามาอยู่มันก็โตขึ้น เหมือนมันเติบโตไปพร้อมกับเรา ยายว่าต้นไม้มีเพศนะ บางต้นก็เหมือนผู้หญิง มีกิ่งก้านแผ่ออกไป บางต้นก็เหมือนผู้ชายขึ้นตรง ๆ ขึ้นไป อยู่ไปเหมือนเราเข้าใจ เราดูแลเขาเขาก็ดูแลเรา เติบโตให้ร่มเงากับเรา เวลามีลมฝนตรงอื่นที่ไม่มีต้นไม้ลมมันพัดเอาคอกวัวเอาอะไรไปหมด แต่ตรงจุดนี้ ได้ยินเสียงลมแรงแต่ต้นไม้ช่วยบังลมให้เรา”



แล้วอยู่ ๆ กลิ่นดอกไม้ลอยมา หอมชื่นใจ
“กลิ่นดอกอะไรคะ หอมจัง”
น้ายืนชี้ให้ดูว่าเป็นกลิ่นดอกมะตูมที่อยู่ด้านหลังฉัน ฉันเงยหน้ามอง ใกล้ ๆ กันเห็นลำไยกำลังติดลูกเล็ก ๆ หลายช่อ
ปักผ้าไปไม่เท่าไหร่ น้ายืนจะต้องออกไปธุระข้างนอกอีกแล้ว เลยต้องเก็บข้าวของกัน
“เวลาปักผ้ายังไม่เสร็จ ยายจะกลับผ้าเอาข้างในออกเพื่อกันเปื้อน กันแมลง เราต้องถนอมผ้า” น้ายืนพูดพร้อมกับทำให้ดู
“ถ้าฝนตกแล้วยายไม่อยู่บ้าน ยายจะรีบกลับมาบ้าน เพราะห่วงผ้า จริง ๆ เราเก็บแล้วแหละนะ แต่เราเป็นคนไม่เรียบร้อย เราเลยกังวลว่ายังไม่ได้เก็บผ้า ก็จะรีบมาเก็บผ้า อย่างอื่นไม่ห่วงนะ ห่วงแต่ผ้านี่แหละ” น้ายืนพูดไปเก็บของไป
“เวลายายได้พูดเรื่องเสื้อนี่ยายมีความสุขนะ เพราะเราอยู่กับมันจริง ๆ แต่ละบทแต่ละตอนสัญญาเก่าเราเกิด เราเลยมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่าน่ะค่ะ”
น้ายืนเก็บข้าวของเรียบร้อย แล้วไปจูงควายเข้าคอก จากที่ปล่อยให้มันออกไปเล็มหญ้าริมบ่อน้ำ แล้วพาฉันขึ้นรถขับกลับมาส่งที่บ้านภูคราม




เขียนโดย ม่านเมฆา







