ตอนที่ 2 : พี่จ๋อม ผู้รักในวิถีชีวิต และความสุขระหว่างทาง

ติดตามพี่จ๋อม ช่างปักผ้า

เสียงมอเตอร์ไซค์ค่อย ๆ เคลื่อนมาใกล้ ฉันมองไปก็เห็นพี่จ๋อมขับมอเตอร์ไซค์มาจอดอยู่ตรงหน้า ในตะกร้าหน้ารถเต็มไปด้วยอุปกรณ์การทำงานปักของแก

พี่จ๋อมเดินมาที่โต๊ะที่เรานั่งทำงาน พลางวางข้าวของที่เตรียมมา แกเตรียมอุปกรณ์ ฝ้าย เสื้อเชิ้ตสำหรับปัก มาพร้อมกับอาวุธที่จะเอาไปเก็บเห็ดในวันนี้ แกเอาฝ้ายทั้งหมดที่มีมาวางเรียงบนโต๊ะ 

พอได้เห็นกองฝ้ายของทั้งคู่วางข้างกัน ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมงานของพวกแกถึงให้อารมณ์ต่างกัน

การใช้โทนสีของทั้งคู่ต่างกันมาก ฝ้ายของพี่โสจะเป็นสีคราม เขียวหม่น และน้ำตาลที่ดูคล้ายสีของป่า เป็นแนวเอิร์ธโทน ส่วนกองฝ้ายของพี่จ๋อมกลับมีทั้งสีแดง น้ำตาล ส้ม เหลือง เขียว รวมไปถึงสีขาว ดูมีชีวิตชีวาและสีสันหลากหลายมาก ๆ

“เลเดียคุยกับพี่จ๋อมไปก่อนนะ พี่จะไปเตรียมตัวบ้างล่ะ” พี่โสขอตัวไปเตรียมของสำหรับเข้าป่า

ระหว่างนั้นพี่จ๋อมแกก็นำฝ้ายมาจัดเรียง เนื่องจากเป็นฝ้ายที่แกใช้ปักในงานอื่น ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ได้สาวให้เรียบร้อย จึงเกิดพันกันยุ่งเหยิง แกค่อย ๆ บรรจงใช้ความใจเย็นของแกเรียงเส้นฝ้ายแต่ละเส้นที่พันกัน ให้มาอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนเดียวกันของแต่ละสี

“อันนี้คือฝ้ายที่ปักงานตัวก่อน ๆ ด้วยไหมคะพี่จ๋อม”

“ใช่ค่ะ อันนี้มันบ่ได้สาวมา มันเลยบ่ได้เรียบร้อย ต้องมานั่งสางออก” พี่จ๋อมอธิบาย “บางทีเฮาเอาฝ้ายมา ฝ้ายมันก็ติดกันเราต้องเอามาทำให้มันง่ายสำหรับเราปักนะ”

“งานตัวนี้ พี่จ๋อมอยากปักเป็นแบบไหนคะ”

“ของพี่บ่… ไม่รู้ว่าขึ้นไปโคกแล้วสิปักไปจั่งใด๋ต่อ แต่ความตั้งใจคืออยากปักวิถีบ้านเฮาแน ปักโคกแน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละมื้อเฮาอยู่กับแบบใด๋”

“อ๋า…” ฉันตอบพลางนึกภาพตาม

“เอ้อ… เช่น มื้อนี่เฮาไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย มื้อนี่เฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา” พี่จ๋อมยกตัวอย่าง “อันนี้ความคึดตอนนี่เด๊ อยากปักการใช้ชีวิตของเราเองน่ะ ว่าแต่ละวันเราทำอะไรบ้าง เฮาไปโคกก็สิปักป่าไปจั่งซั่น หรือเฮาไปหาอยู่หากิน มื้อนี้เราไปหาเก็บเห็ด ไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ก็สิเอาวิถีพื้นบ้านมาใส่ในเสื้อตัวนี้น่ะ”

“ค่ะ” ฉันพยักหน้า รู้สึกว่าน่าสนใจจัง

“แต่สิออกมาเป็นแบบใด๋ยังไม่รู้” พี่จ๋อมหัวเราะ “บางทีเราปักไปเรื่อย ๆ มันอาจสิ ปิ๊ง! เอาอันนี่มาใส่ ก็ได้น้า ประมาณนี้ล่ะ”

ว่าแล้วพี่จ๋อมก็ค่อย ๆ แยกสีฝ้าย แล้วมามัดเป็นกอง ๆ ฝ้ายม้วนไหนที่ดูไม่เรียบร้อย หรือเป็นสีที่แกยังไม่ได้ใช้ แกก็แยกเก็บไว้ ส่วนอันที่ใช้ก็เอามาตั้งเรียงกัน

“ชื่อเสื้อก็ยังบ่ได้ตั้ง ยังบ่ได้คึดเลยว่าจะชื่อจั่งใด๋ คึดแต่ว่าสิปักแนว ๆ สิ่งที่เป็นเรา” พี่จ๋อมพูดเสริม

“ปกติพี่จ๋อมชอบใช้โทนสีแบบไหนหรอคะ ชอบใช้สีสดใสใช่ไหมคะ”

“มันก็แล้วแต่เสื้อ แล้วแต่ช่วงนี่ล่ะ ถ้าเฮามักแบบเขียวก็ไปเขียว ถ้าเป็นป่าก็ต้องมีสีเขียวแน มีแดงแน เฮาก็บ่จำเป็นต้องกำหนดนัก ปักวิถีเนาะ เฮาก็จะใช้ได้ทุกเฉดสีนั่นแหละ” แกอธิบายพลางคิดต่อ “แต่ที่เฮาบ่มักน่ะคือสีชมพูเด๊”

“ทำไมคะ” ฉันสงสัย

“มันหวานน่ะ”

ได้ยินอย่างนั้นฉันเลยหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู

ไม่นานนักพี่โสก็ขับมอเตอร์ไซค์มา เสื้อผ้าเตรียมพร้อม

“เอ๊ออ เพิ่นไปแต่งเครื่องมา” พี่จ๋อมแซวพี่โสที่กำลังขับมอเตอร์ไซค์มาจอด “โอ๊… ไปพ้อเห็ดเผาะกันเอื้อยเอ๊ย”

“เลเดีย!” พี่โสชูเสียมที่อยู่ในมือ “มีอาวุธมาด้วย”

“เย่ ดีเลยค่า” ฉันยิ้มร่า

พี่จ๋อมเก็บของใส่กระเป๋า แกเลือกเอาไปเฉพาะของที่จะใช้ทำงาน แต่บางอย่างก็ฝากไว้ที่บ้านยายต๋อง ทั้งพี่จ๋อมพี่โสใส่เสื้อแขนยาว สะพายเป้ ใส่หมวก พร้อมมีกระบุงเตรียมพร้อมสำหรับเก็บเห็ด ส่วนฉันไม่ได้มีอาวุธเหมือนพี่ ๆ แต่ก็พร้อมไปเก็บเห็ดมาก ๆ

“ให้หนูไปกับใครดีค้า” ฉันตะโกนถาม

“มากับพี่เลย พี่จ๋อมแกเจ็บแอวอยู่” พี่โสอาสา “เดี๋ยวพี่พาซิ่ง”

ฉันหยิบหมวกขึ้นมาสวม กระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์พี่โส แล้วพวกเราทั้งสามคนก็ขี่ออกไปตามทาง ไม่นานก็ถึงบ้านโคกภู ก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ เราแวะเติมน้ำมันและซื้อของว่างติดตัวไปกินบนโคกด้วย

แล้วมุ่งหน้าต่อจนเส้นทางเริ่มเป็นถนนลูกรัง ระหว่างทางมีชาวบ้านขับผ่านไม่ขาดสาย ทุกคนทักทายกันอย่างเป็นกันเอง ‘เจอเห็ดไหม’ ‘ได้เห็ดกี่ดอก’ เป็นภาพวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยความคุ้นเคยของที่นี่

ยิ่งขับไปเรื่อย ๆ ทางก็ยิ่งแคบลง จนเหลือเพียงทางเล็ก ๆ ที่มอเตอร์ไซค์เท่านั้นที่ผ่านได้ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ‘ทางมันวิบากอย่างที่ยายต๋องแกว่าจริง ๆ’ ฉันคิด ถึงกับต้องเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโอ เพราะมันทั้งสวย ทั้งตื่นตาตื่นใจสำหรับคนชอบแอดเวนเจอร์แบบฉันมาก

ถึงแม้ทางจะวิบากขนาดไหน ทั้งพี่โสและพี่จ๋อมก็ยังขี่มอเตอร์ไซค์แบบชั้นเซียนจริง ๆ ขี่มาจนถึงจุดหนึ่งฉันสังเกตเห็นป้อมเล็ก ๆ ที่มีป้ายรณรงค์เรื่องไฟป่าอยู่ด้วย เราขี่กันต่อไปจนเกือบครึ่งชั่วโมง จนก้นฉันเริ่มชา ตลอดทางที่ผ่านมาก็ยังเต็มไปด้วยความหลากหลายของธรรมชาติ ทั้งต้นไม้สูงต่ำ พุ่มหญ้า และก้อนหินเล็กใหญ่ ทำให้ความเมื่อยกลายเป็นความสนุกแทน

และแล้วก็มาถึงจุดหมาย เราจอดมอเตอร์ไซค์ แล้วมองหามุมที่เราจะนั่งทำงานกัน เดินห่างออกมาจากมอเตอร์ไซค์ไม่ไกลนัก ฉันได้สำรวจต้นไม้น้อยใหญ่ ได้เห็นพืชที่มีลักษณะ และพื้นผิวแปลก ๆ มีทั้งตั๊กแตน และแมลงอะไรเต็มไปหมด

พี่โส พี่จ๋อมแนะนำต้นไม้แต่ละต้นให้ฉันรู้จักไปด้วย มีทั้งต้นจิก ต้นรัง ต้นกระบก ดอกกระเจียว กล้วยไม้ บนโขดหินมีทั้งไลเคน และมอสขึ้นอยู่ทั่วพื้นที่  ฉันยืนมองอยู่พักหนึ่ง รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกอีกใบ ทุกอย่างดูชุ่มชื้น เงียบสงบ และเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ มีเสียงแมลง เสียงธรรมชาติผสานเป็นเพลง ทั้งสดชื่น ทั้งมีความสุขบอกไม่ถูก

ต้นกระบก

“นี่ไงเลเดีย ต้นกระบกที่พี่ปัก” ฉันมองไปที่ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่แตกกิ่งก้านแผ่กว้างขึ้นอยู่ข้างโขดหิน “แต่ตอนนี้มันบ่ได้ออกดอกออกหยังแล้ว”

เราเดินผ่านโขดหินสีดำที่เรียงเป็นชั้น แล้วจึงเลือกไปปักหลักอยู่ตรงมุมโขดหินอีกก้อนที่มองลงไปเห็นลุมภู พี่ ๆ ทั้งสองเอาข้าวของวางไว้ข้างตัว พี่โสก็เอาเสื้อ และฝ้ายออกมากาง ส่วนพี่จ๋อมแกก็นอนพัก น่าจะเพราะเจ็บเอว

“ต้นไม้มันหลากหลาย ต้นแดงมันสิออกสีแดงส้ม ต้นจิกออกเป็นลำสีดำ ต้นฮังลำสีขาว เฮาก็มาดูแล้วไปลองเปรียบเทียบใส่ในเสื้อเบิ่ง ต้นฮังมันเป็นใบใหญ่ ต้นจิกเป็นใบน้อย ส่วนต้นกระบกที่พี่ให้ดูมันจะเป็นลำ แตกงา ถ้าเริ่มผลิใบก็เป็นใบสีเขียว ส่วนต้นนี้น่ะ” พี่โสชี้ไปที่ต้นไม้ใกล้ ๆ “จ๋อมวาดอยู่ใช่ไหมจ๋อม ต้นซาดบ่”

“บ้านเฮาเอิ้นต้นซาด” พี่จ๋อมตอบ “แต่ภาษากลางว่าสะแบง เพลงที่ไหมไทยร้องน่ะ” ทำเอาฉันต้องกลับไปฟังเพลงไหมไทยแล้วว่าแกพูดถึงต้นสะแบงยังไง

“ดอกมันจะเป็นสีชมพู ส๊วยสวย” พี่จ๋อมว่า

“พวกพี่อยากให้เลเดียขึ้นมาดูวิวนี่แหละ แล้วก็บรรยากาศ แรงบันดาลใจ พี่จะพยายามปักให้มันอยู่ในเสื้อให้ได้มากที่สุด ให้เรามองไปแล้วดูด้วยว่าจะปักจั่งใด๋ให้เป็นต้นไม้ซ้อนกัน ให้มันธรรมชาติที่สุด” พี่โสกล่าว “พี่ชอบต้นรังหินด้วย ทรงมันเป็นเอกลักษณ์สวยดี”

ฉันเอากล้องขึ้นมาถ่ายรูปบรรยากาศรอบข้าง

“ฝนจะตกไหมน้อ” เพราะฝนทำท่าจะตก พี่โสเลยได้เก็บของเข้ากระเป๋าไป แล้วแกก็ขอตัวย้ายจุดพักไปอีกมุมที่มองออกไปเห็นภูเขาอีกฟากฝั่ง ส่วนพี่จ๋อมก็บอกว่าน่าจะยังไม่ได้เริ่มงานวันนี้ เพราะยังนั่งปักนาน ๆ ไม่ไหว เลยขอนอนพักไปก่อน

“มันมีบ้งอยู่น้อ” นอนเล่นสักพักพี่จ๋อมก็พูดขึ้นมา ฉันจึงเดินไปหาด้วยความสงสัย

“คืออะไรคะ”

“หนอน” พี่จ๋อมชี้ “อยู่ในต้นไม้นี่”

ฉันมองหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ พี่จ๋อมพยายามชี้ให้ฉันดู ส่วนฉันก็มองแล้วมองอีก ด้วยความกลัวหนอนพี่จ๋อมเลยขอตัวไปอยู่กับพี่โส “ขนลุก” พี่จ๋อมว่า แล้วแกก็ย้ายที่ไป

“อ๋อออ เจอแล้วค่าา” ฉันตะโกนบอก พลางเอาโทรศัพท์มาถ่ายรูป เจ้าหนอนสีน้ำตาลพรางตัวเนียนไปกับกิ่งไม้เล็ก ๆ

“น่ารักมากกก” ฉันประทับใจจนต้องอุทานออกมา

พี่จ๋อมแกก็ขำ เพราะแกกลัว แต่ฉันกลับมองว่าน่ารัก

นั่งเล่นกันได้สักพัก เราก็ตัดสินใจไปเดินสำรวจรอบ ๆ  และเตรียมพร้อมหาเห็ด

ระหว่างเดินสำรวจนู่นนี่ พี่จ๋อมแกก็ชี้กิ้งกือ ชี้แมลงแปลก ๆ ให้ฉันดู พี่ทั้งสองช่างสังเกตมาก มองเห็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ซ่อนอยู่ในป่าได้เต็มไปหมด ทำเอาฉันพยายามสังเกตบ้าง

“พี่จ๋อมโอเคไหมคะ ที่เจ็บเอว” ฉันถามขึ้น

“มันได้อยู่ มันจะปวดเวลาเราเอียง เราก้ม นี่ก็ปวดอยู่แต่ยังได้นั่งพักเนาะ” พี่จ๋อมตอบ “เพราะเราไปตัดมดลูกด้วยอะนะมันก็เลยเจ็บ”

“ขึ้นมาบนนี้แล้วพี่จ๋อมมีไอเดียอะไรเพิ่มไหมคะ”

“พี่คงจะไปเพิ่มโขดหิน แต่จะออกมาเป็นจั๋งใด๋นี่นะยังคิดอยู่”

“พี่จ๋อมถนัดงานวิถีชีวิตใช่ไหมคะ”

“จ้า เป็นวิถีชีวิต แล้วก็ท้องฟ้าบ้าง ดอกไม้บ้าง”

“แล้วชอบงานแบบไหนที่สุดหรอคะ”

“ชอบท้องฟ้า เพราะพอเรามองขึ้นไปแล้วมันสบายใจ มันโล่ง ปลอดโปร่ง เทือมืดมันก็มืด คือเดียวกับเฮานี่ล่ะ มันเทือสว่างก็สว่าง เทือมืดก็มืด” แกตอบพลางนึกไปด้วย “สายน้ำพี่ก็มัก”

“ค่ะ” ฉันตั้งใจฟัง

“น้ำมันสิเย็น ทำให้จิตใจเฮาเย็น” แกยิ้มอย่างมีความสุข “อันนี้ในความคิดพี่เองนะ พี่มักท้องฟ้ากับสายน้ำ งานนี้สิเอาวิถีแบบธรรมชาติมาปัก อาจสิเอาดอกไม้ใส่ไปเล็กน้อยนะ”

” ชอบท้องฟ้า เพราะพอเรามองขึ้นไปแล้วมันสบายใจ มันโล่ง ปลอดโปร่ง เทือมืดมันก็มืด คือเดียวกับเฮานี่ล่ะ มันเทือสว่างก็สว่าง เทือมืดก็มืด… สายน้ำพี่ก็มัก น้ำมันสิเย็น ทำให้จิตใจเฮาเย็น… “

พี่จ๋อมแกบอกฉันว่าแกพูดไม่ค่อยเก่ง แต่วิธีที่แกคิด และถ่ายทอดผลงานออกมาดูเป็นคนที่ละเอียดอ่อน และมีความสุขกับวิถีชีวิตของตัวเองมาก ๆ

พูดคุยกันได้สักพักเราก็เริ่มลงมือหาเห็ด จนพี่จ๋อมเจอเห็ดเผาะดอกหนึ่ง ทำเอาพวกเราตื่นเต้น ร้องเฮกันลั่นป่า พอเจอเห็ดดอกที่หนึ่ง ก็หาดอกต่อ ๆ ไปไม่หยุด หาเพลินจนได้เห็ดเผาะมาหลายดอก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นดอกเล็ก ๆ

“เก็บเห็ดแล้วมีความสุขนะ พอมีใครบอกว่าเห็ดขึ้นน่ะ พี่สำรวจป่าทันที” พี่โสพูดไปพลางหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี

“เที่ยงหรือยังน่ะเลเดีย” พี่โสถาม

ฉันหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา “จะบ่ายสองแล้วค่า”

“ป๊าด” พี่โสหัวเราะ “ไปกินข้าวกัน” ว่าแล้วพวกเราก็เดินไปที่รถ มุ่งหน้ากลับบ้านยางโล้นเพื่อกินก๋วยเตี๋ยวร้านประจำของทั้งคู่ แต่ขับไปได้นิดเดียวพี่โสแกก็ขอแวะระหว่างทางเพื่อเก็บเห็ดระโงกมาเพิ่มอีกสองสามดอก ก่อนที่จะกลับไปกินก๋วยเตี๋ยว และมุ่งหน้าต่อไปยังบ้านภูคราม

‘รอบนี้กลับจริง ๆ แล้วล่ะ’ ฉันคิดในใจอย่างขำ ๆ ระหว่างทางลงจากภูก็ได้เจอฝูงน้องควายมาเล่นน้ำอยู่ที่แอ่งโคลนกันอย่างชื่นใจ ภาพที่เห็นวันนี้ทั้งหมด เหมือนกับภาพที่เห็นบนเสื้อพี่โสเป๊ะเลย ทั้งป่า โขดหิน ต้นไม้ และสัตว์น้อยใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทำเอาฉันยิ้มไม่หุบ

วันนี้พวกเราอยู่บนภูกันเกือบสองชั่วโมง เดินเล่น เก็บเห็ด สังเกตธรรมชาติจนลืมเวลา อย่างที่เขาว่า เวลาเราทำอะไรที่มีความสุขเวลามันก็จะผ่านไปเร็วอย่างนี้แหละ 

พอได้ใช้ชีวิตร่วมกับทั้งสองคนในวันนี้ ทำให้ฉันเห็นว่าพี่โสเป็นคนร่าเริง ช่างพูด แต่เลือกทำงานด้วยโทนสีแบบเอิร์ธโทน อีกทั้งยังมองธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน ต่างจากพี่จ๋อมที่พูดน้อยกว่า แต่เลือกใช้ฝ้ายสีสันสดใส ดูมีชีวิตชีวา และนำเอาวิถีชีวิตประจำวันมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน แม้ทั้งคู่จะมีแนวทางที่แตกต่างกัน แต่ก็ดูเป็นคู่หูที่ลงตัวจริง ๆ

ฉันว่าความสนุกและความสุขระหว่างการใช้ชีวิต อาจเป็นเหตุผลที่งานของพี่จ๋อมเต็มไปด้วยสีสัน ถึงเจ้าตัวจะเป็นคนพูดน้อย แต่สิ่งที่แกต้องการถ่ายทอดลงบนผืนผ้า ไม่ใช่แค่ภาพธรรมชาติ หรือวิถีชีวิต มันคือความสุขเล็ก ๆ ที่พบเจอระหว่างการใช้ชีวิตในแต่ละวันนี่เอง

ปล. ผลประกอบการจากการขึ้นโคกเก็บเห็ดในวันนี้ คือแกงเห็ดฝีมือพี่ตั้ม 2 ถ้วย 😆

เขียนโดย เล