ตอนที่ 4 : แผนถัดไป

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน ภูครามจะมีพิธีตั้งเสาเอกสำหรับแกลเลอรี่จัดแสดงงานที่กำลังจะสร้าง ซึ่งฤกษ์ที่จะตั้งคือเวลา 9 นาฬิกา ฉันจึงทักไปบอกพี่นุ่มนิ่มล่วงหน้าว่า    “เช้าวันนี้มีพิธีตั้งเสาเอก ”

ระหว่างที่กำลังเตรียมพิธี  เจ้าหมูตุ๋นหมาโกลเด้นเพื่อนบ้านเดินเข้ามาสำรวจเป็นช่วง ๆ

หลังจากนั้นไม่นานพี่นุ่มนิ่มก็เดินเข้ามาพอดี

เสาเอกถูกตั้งขึ้นเมื่อเวลา 9:46 น.

หลังทำพิธีเสร็จช่างหลาย ๆ คนไปต่อคิวให้อาจารย์ผูกสายสิญจน์ให้รวมถึงพี่นุ่มนิ่มด้วย นอกจากผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือแล้วอาจารย์ยังดูลายมือให้พี่นุ่มนิ่มด้วย

อาจารย์ทักว่า พี่นุ่มนิ่มเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาก มีความ Creative มีไอเดียดี ๆ มากมายเต็มไปหมด

ซึ่งฉันเองก็เห็นด้วยกันที่อาจารย์บอกสุด ๆ แต่พอถึงตาฉันอาจารย์กลับไม่พูดอะไรออกมาเลย แค่ผูกข้อมือแล้วยื่นซองที่ใส่ยันต์ที่อาจารย์ให้กับทุกคนก่อนหน้ามาให้ แล้วก็เรียกให้คนถัดไปเข้ามาแล้ว

หลังจากที่ฉันและพี่นุ่มนุ่มได้รับการผูกสายสิญจน์จากอาจารย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประมาณ 10:30 น.

ก็ถึงเวลาที่จะออกเดินทางกันซักที วันนี้อากาศเย็นสบาย ไม่มีแดดเลย ลมตีกางเกงขากว้างที่ฉันใส่ดัง พับ ๆ ๆ

ก่อนเข้าบ้านพี่นุ่มนิ่มพาเลี้ยวเข้าอีกด้านเพื่อขับรถเล่นสั้น ๆ พอมาถึงบ้านพี่นุ่มนิ่ม พวกเราก็เล่าเรื่องการตั้งเสาเอกเมื่อตอนเช้าให้น้าเต็มฟัง

พร้อมทั้งแสดงยันต์และก้อนหินที่อาจารย์แจกให้ดู ระหว่างที่ฟังไป น้าเต็มก็หยิบสมุดเล่มเล็ก ๆ ขึ้นมาจดเลขสำคัญ ๆ ที่อาจารย์พูดถึงอย่างตั้งใจ

พอคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันกับพี่นุ่มนิ่มก็เดินขึ้นมาด้านบน รอบนี้เสื้อที่แขวนอยู่หันด้านหน้าออก ทำให้ได้เห็นลายปักที่เพิ่มขึ้นมา จากอาทิตย์ที่แล้วที่ยังโล่งอยู่

ตรงกลางของเสื้อปักเป็นหนองน้ำใส มีดอกบัวและใบบัวลอยอยู่ ชื่อว่าหนองน้ำบ่อก้อม ส่วนฝั่งซ้ายด้านบน เป็นต้นยางใหญ่ที่มีปลาหมอสีทองว่ายวนอยู่กลางลำต้น ตามในเพลงตำนานบ้านยางโล้น

พี่นุ่มนิ่มบอกว่าตรงกลางของหนองน้ำที่เสื้อทั้ง 2 ฝั่งจะมาบรรจบกันนั้นได้เลาะ แล้วก็ปักใหม่ไปหลายรอบมาก เพราะพอปักแล้วมันทำให้ตรงที่ติดกระดุมนั้นมันเบี้ยว

พี่นุ่มนิ่มอยากให้งานมันดูดีที่สุด งานปักจึงค้างอยู่ตรงนี้มาหลายวันแล้ว

หลังจากที่โชว์เสื้อให้ฉันดูเสร็จแล้วพี่นุ่มนิ่มก็ลงมือร่างลายปักถัดไป ซึ่งก็คือแก๊งคนดังบนหลังบนหลังควายนั่นเอง พี่นุ่มนิ่มร่างตัวเองเป็นคนแรก โดยพี่นุ่มนิ่มจะปักตัวเองเป็นแบ็คแพ็คเกอร์ ที่มีกระเป๋าเป้อยู่บนหลัง ส่วนป้าแน่ก็จะจูงควาย ส่วนน้าเต็มจะยืนอยู่ข้าง ๆ

ระหว่างที่ปักกระเป๋าเป้ไป พี่นุ่มนิ่มบอกว่า ตรงแขนเสื้อข้างขวาจะปักเป็นคำว่า Bhukram (ภูคราม) เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนอีกข้างจะปักทับศัพท์เป็นคำว่าภูครามในภาษาญี่ปุ่น เท่สุด ๆ ไปเลย

แต่พอปักไปพี่นุ่มนิ่มรู้สึกว่าสัดส่วนมันดูแปลก ๆ เจ้าตัวก็จะเลาะออกทันทีโดยไม่ลังเล เพราะอยากทำเต็มที่และทำให้ทุกอย่างออกมาดูดี

ตอนเที่ยงน้าเต็มสั่งข้าวผัดมาให้ฉันกับพี่นุ่มนิ่ม พวกเราลงมากินข้าวข้างล่างกัน เพราะป้าแน่มาพอดี หลังกินข้าวเสร็จพี่นุ่มนิ่มจึงนั่งปักผ้าต่อข้างล่าง กับป้าแน่และน้าเต็ม

พอถึงเวลาอันสมควรพี่นุ่มนิ่มก็พาฉันขึ้นมอเตอร์ไซค์เพื่อไปส่งที่ภูคราม ระหว่างทางเจอพี่โสและพี่จ๋อมกำลังนั่งปักผ้ากันอยู่ (ถ้านักอ่านอยากรู้ว่าผลงานของพี่โสและพี่จ๋อมเป็นอย่างไร สามารถไปติดตามอ่านในบทความของทั้งสองคนได้ในซีรียส์ติดตามช่างของพี่โสและพี่จ๋อม)

หลังคุยกันสักพักพวกเราก็ขอตัวออกมาแล้วเดินทางมาภูคราม

วันพุธที่ผ่านมาพวกเราไปเดินป่าด้วยกัน ทั้งพี่นุ่มนิ่ม พี่แน่ น้าเต็ม รวมถึงทีมงานและช่างปักอีกหลายคนของภูคราม พี่นุ่มนิ่มบอกว่ามีเซอไพรซ์จะให้ดูด้วย

มาถึงวันศุกร์พี่นุ่มนิ่มมารับที่ภูครามพร้อมกับขนมใส่ไส้ที่น้าเต็มทำมาฝากคนที่ภูคราม

พอมาถึงที่บ้านพี่นุ่มนิ่มปังก็วิ่งเข้ามาทักทายตามปกติ

หลังทักทายปังเสร็จพี่นุ่มนิ่มก็หยิบเสื้อด้านหน้าให้ดูทันที ฝั่งขวาตอนนี้มีแก่งธารน้ำใสไหลลดหลั่นลงมาจากด้านบนลงมาที่บ่อน้ำ เหมือนในเพลงตำนานบ้านยางโล้นเป๊ะเลย

ส่วนทางด้านซ้ายพี่นุ่มนิ่มที่เป็นแบ็คแพ็คเกอร์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว แถมยังมีตัวละครมาเพิ่มอีกด้วย มีน้องควายที่หน้าตาน่ารักสุด ๆ และน้องนกที่เกาะอยู่บนหลัง ตอนแรกฉันคิดว่าน้องเป็นห่าน ส่วนน้าเต็มคิดว่ามันเป็นเป็ด แต่ท้ายที่สุดพี่นุ่มนิ่มมาเฉลยว่ามันคือว่ามันคือนกกระยาง

สิ่งที่พี่นุ่มนิ่มกำลังปักอยู่ตอนนี้คือป้าแน่กำลังเก็บมะเขือเทศ ฉันกับน้าเต็มคุยกันอย่างติดตลกว่าป้าแน่ได้เก็บมะเขือเทศบนเสื้อแต่ในชีวิตจริงมะเขือเทศเหล่านั้นแทบจะไม่รอดเพราะตายเกือบหมด

ระหว่างที่ปักผ้ากันอยู่วันนี้มีคนมาทักทายไม่ขาดสายแล้วในบทสนทนาก็มีการคุยถึงเพลงตำนานบ้านยางโล้นด้วย ว่าเพลงนั้นเอามาจากตำนานที่เล่าต่อกันมาในสมัยปู่ย่าตายายจริง ๆ

พอใกล้เที่ยงวันนี้พี่นุ่มนิ่มบอกว่าจะโชว์ฝีมือทำกับข้าว โดยจะตำส้มตำและทอดไข่เจียวใส่หอมแดง พี่นุ่มนิ่มตอกไข่ใส่ชามไปถึง 5 ใบแล้วค่อย ๆ ตีให้มันเข้ากัน เหยาะน้ำมันหอยและซีอิ๊ว เสร็จแล้วก็หั่นหอมแดงใส่ลงไป

รอไม่นานไข่เจียวก็เสร็จ ส่วนส้มตำน้าเต็มเตรียมมะละกอไว้ให้แล้ว พี่นุ่มนิ่มจึงหยิบมันใส่ครก แล้วตำ ๆ ๆ ๆ ไม่นานอาหารทุกอย่างก็เสร็จ

หลังกินเสร็จพี่นุ่มนิ่มกับน้าเต็มก็ปักผ้ากันต่อ ส่วนป้าแน่นั้นปักเสื้อของตัวเองเสร็จเรียบร้อยเหลือแค่เอาเสื้อไปส่ง พอถึงเวลาบ่ายสองกว่า ๆ ฉันก็บอกลาพี่นุ่มนิ่มและน้าเต็ม แล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์ของป้าแน่กลับมาที่ภูคราม                                                                                     

เขียนโดย ใจดี